เพศสัมพันธ์กับวัยรุ่น
วัยรุ่นกับเพศสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องที่แยกกันยากโดยเฉพาะในยุคสมัยปัจจุบันที่วัยรุ่นมีอิสระมากขึ้นมีโอกาสที่จะคบหาสมาคมสนิทสนมกันได้ง่ายมากกว่าในอดีตและใช้การที่จะอยู่กันสองต่อสองจนเกิดความต้องการตามธรรมชาติมีมากขึ้นเพราะการสื่อสารที่สามารถติดต่อกันได้ง่ายๆ
ไม่ว่าจะเป็นทางเพจเจอร์ โทรศัพท์มือถือหรืออินเตอร์เน็ตที่แทบจะเป็นเรื่องปกติของชีวิตประจำวันในยุคไอทีสมัยนี้ไปแล้วที่จริงแล้วตามธรรมชาตินั้นวัยรุ่นเป็นวัยที่อยากรู้อยากลองของใหม่ๆ
อยากทำตัวในรูปแบบที่แปลกใหม่ไปกว่าเดิม รวมทั้งต้องการการยอมรับในหมู่เพื่อนฝูงที่คบหาสมาคมมากกว่าพ่อแม่
แนวความคิดที่ต้องการหลบจากข้อห้ามข้อเตือนของผู้ใหญ่จึงเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะในเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนเวลาอันควรที่พ่อแม่และผู้ใหญ่ทั้งหลายวิตกกังวล เมื่อเริ่มแตกหนุ่มแตกสาววัยรุ่นทั้งหนุ่มและสาวจะมีการสร้างฮอร์โมนเพศขึ้น
ผู้ชายวัยรุ่นจะเริ่มมีฮอร์โมนเพศชายที่เรียกว่า "เทสโทสเตอโรน" ทำให้เริ่มมีเสียงห้าว
มีขนขึ้นตามลำตัวพร้อมทั้งอัณฑะมีการผลิตตัวอสุจิขึ้น ปรากฏการณ์แรกที่แสดงว่าวัยรุ่นชายเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นแล้วก็คือ
"การเกิดฝันเปียก" ขึ้นเป็นการหลั่งน้ำอสุจิที่ผลิตออกมาจนเกินต่อมเก็บออกมาภายนอกและในช่วงนี้เองที่ทำให้พวกเขาเกิดอารมณ์และความรู้สึกแปลกๆ
ใหม่ๆ ที่แสนจะเร้าใจ มองเพศตรงข้ามว่าสวยงาม รวมทั้งอยากที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย ตามสัญชาติญาณพื้นฐานของการเจริญพันธุ์ของมนุษยชาติเพื่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ ส่วนวัยรุ่นหญิงรังไข่จะเริ่มผลิตไข่ออกมาพร้อมทั้งฮอร์โมนเพศหญิงที่หลั่งออกมาเป็นวงจรและมีประจำเดือนฮอร์โมนหญิงที่เรียกว่า
"เอสโตรเจน" จะทำให้เกิดความรัก อยากถูกรักโดยชายหนุ่ม อยากให้มีใครสักคนมารักมาห่วงใยมาดูแลทุกข์สุขและเมื่อมีชายหนุ่มสักคนมาบอกรักเธอแล้วจนเธอแน่ใจว่าเขารัก การมีเพศสัมพันธ์ก็อาจตามมาได้ถ้าเขาร้องขอและเธอไม่มีความรู้ทางด้านเพศศึกษาอย่างถูกต้องมาก่อน
ไม่ว่าจะจากที่บ้านหรือจากโรงเรียน (กองอนามัยการเจริญพันธุ์กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข
แหล่งที่มาhttp://rh.anamai.moph.go.th) โดยคิดว่า
-
การไม่มีเพศสัมพันธ์โดยอยู่เป็นโสดเป็นการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยที่สุด
-
การช่วยตัวเองให้สุขสมประเภทอยู่คนเดียวก็เสียวได้ก็มีความปลอดภัยสูงสุดเช่นกัน ถ้าไม่ไปใช้อุปกรณ์ในการช่วยตัวเองร่วมกับผู้อื่นและรักษาความสะอาด
-
การโทรศัพท์คุยกันที่เรียกว่า "เซ็กซ์โฟน" ถ้าเป็นการคุยกันแล้วกระทำการบางอย่างไปด้วยก็เป็นทางออกตามธรรมชาติที่ปลอดภัยเช่นกัน
แถมปรมาจารย์ทางเพศที่ชื่อว่า "คินซีย์" ยังยอมรับว่าเป็นทางออกที่ใช้จินตนาการอย่างเหมาะสมด้วย
-
การมีความสัมพันธ์ประเภทช่วยเหลือกัน ช่วยตัวเอง คือผมทำให้คุณ คุณทำให้ผมโดยการใช้มือกระตุ้นแม้จะไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็ยังดีกว่าการทำรักด้วยปากหรือออรัลเซ็กซ์
การคุมกำเนิดต่อเพศสัมพันธ์
บทนำ
การคุมกำเนิดนับว่าได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศไทย
จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุขใน ปีพ.ศ. 2540 พบว่ามีการคุมกำเนิดสูงถึงร้อยละ72.5
โดยยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ใช้มากที่สุดร้อยละ
28.4 รองลงมาเป็นการทำหมันหญิงร้อยละ 23.9 มีการทำหมันชายร้อยละ 1.9 และใช้ถุงยางอนามัยเพียงร้อยละ 0.5 อย่างไรก็ตามวิธีกำเนิดชนิดต่างๆ อาจมีผลต่อเพศสัมพันธ์ได้
ดังที่จะกล่าวถึงวิธีคุมกำเนิดชนิดต่างๆอย่างละเอียดดังนี้
ยาเม็ดคุมกำเนิด
ยาเม็ดคุมกำเนิดประกอบด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ใช้อยู่
2 ชนิด คือ
1. estrogen ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1.1
ethinylestradiol เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วออกฤทธิ์ต่ออวัยวะเป้าหมายโดยตรงมีคุณภาพดีและผลข้างเคียงน้อย
1.2 mestranol เมื่อรับประธานเข้าไปแล้วจะต้องถูกเปลี่ยนเป็น
ethinylestradiol ที่ตับก่อนแล้วจึงออกฤทธิ์ต่ออวัยวะเป้าหมาย ในปัจจุบันไม่นิยมมาใช้ผลิตเป็นยาคุมกำเนิดแล้ว
2. progestogen เป็นสารสังเคราะห์ที่ออกฤทธิ์เหมือน progesterone
แบ่งได้ดังนี้
2.1 อนุพันธ์ของ 17-hydroxyprogesterone เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ progestogen ที่เมื่อได้รับประทานแล้วจะมีฤทธิ์ต่ออวัยวะเป้าหมายได้ทันที
2.2 อนุพันธ์ของ 19-nortestosterone
เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์
Progestrogen ที่นำมาใช้ในยาคุมกำเนิดมากที่สุดในปัจจุบัน Progestrogen
ชนิดนี้ได้นำมาพัฒนามาเป็นลำดับดังนี้
- ยุคแรก (first
generation) ประกอบด้วย northisterone
norethindrone
-ยุค
2 (second generation) ประกอบด้วย norgestrel และ levonogestrei
-ยุค
3 (third generation) ประกอบด้วย desogestrel gestodene และ norgestimate
ในปัจจุบันนี้ได้มีการสังเคราะห์
Progestrogen ชนิดใหม่ คือ drospirenone
กลไกการป้องกันการตั้งครรภ์
ยาเม็ดคุมกำเนิดมีกลไกการป้องกันการตั้งครรภ์ดังนี้
1.ออกฤทธิ์ต่อความสัมพันธ์ระหว่าง hypothalamus
และต่อมใต้สมองส่วนหน้ากับรังไข่ยับยั้ง
FSH และ LH จากต่อมใต้สมองทำให้ไม่มีการตกไข่
2. ผลต่อรังไข่ ทำให้ไม่มีการตกไข่
ไม่มีการเจริญเติบโตของ follicle และไม่มีการสร้าง corpus luteum ทำให้มีผลกระทบต่อการสร้างฮอร์โมน estrogen
และ progesterone
ของรังไข่
3.ส่งผลต่อเยื่อบุโพรงมดลูกบางลงไม่เหมาะสมกับการฝังตัวอ่อน
4.ส่งผลต่อปากมดลูกทำให้มูกที่ปากมกลูกเหนี่ยวข้นไม่เหมาะสมที่จะทำให้อสุจิเคลื่อนที่ผ่านเข้าไปในโพลงมดลูกได้
การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดควรเริ่มรับประทานระหว่างวันที่1-5 ของรอบระดู
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยาเม็ดคุมกำเนิดมีขนาดปริมาณฮอร์โมนสังเคราะห์ลดลงจึงควรเริ่มรับประทานเร็วขึ้นโดยเริ่มรับประทานระหว่างวันที่
1-3
ของรอบระดูควรรับประทานเป็นเวลาเพื่อป้องกันการหลงลืมรับประทานในกรณีที่เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดชนิด
21
เม็ดที่เป็นฮอร์โมนทั้งหมดเมื่อรับประทานหมดแล้วให้เว้นการรับประทานอาหาร 7 วันเพื่อให้มีรอบระดูมา
แล้วเริ่มรับประทานใหม่ภายหลังจากหยุดไป 7 วันแล้ว ในกรณีที่เป็นยาเม็ดคุมชนิด
28
เม็ดให้รับประทานติดต่อกันโดยไม่ต้องหยุดเนื่องจาก 7 เม็ดสุดท้ายเป็นยาหลอกเพื่อสะดวกแก่ผู้ใช้
ในกรณีที่ลืมรับประทานยาคุมกำเนิด
ถ้าลืมรับประทาน1เม็ดให้รีบรับประทานทันทีที่นึกได้แล้วรับประทานยาเม็ดถัดไปในแผงตามเดิม
ในกรณีที่ลืมรับประทาน
2 เม็ดให้รับประทานเพิ่ม
1 เม็ดภายหลังอาหารเช้า
2
วันและรับประทานยาเม็ดถัดไปในแผงตามเดิม
ในกรณีที่ลืมรับประทาน
3
เม็ดให้หยุดรับประทานแล้วรอระดูมา
เมื่อระดูมาแล้วให้เริ่มรับประทานยาใหม่ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
ในกรณีที่ลืมรับประทานยาหลอกให้รับประทานตามปกติ
ในสตรีหลังคลอดบุตร
ควรรับประทานภายใน 4-6
สัปดาห์หลังคลอดส่วนในกรณีแท้งลูกควรรับประทายทันทีเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
การหยุดรับประทานยาคุมควนหยุดเมื่อต้องการมีบุตรหรือผ่าตัดใหญ่เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน
ประสิทธิภาพยาเม็ดคุมกำเนิด
ยาเม็ดคุมกำเนิดที่ใช้ในปัจจุบันนับว่ามีประสิทธิภาพสูง
ถ้าสตรีที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องและรับประทานยาอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ
อัตราการล้มเหลวจะอยู่ระหว่างร้อยระ 0.1-0.3
ยาฉีดคุมกำเนิด
ยาฉีดคุมกำเนิดแบ่งออกตามฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ใช้แบ่งได้เป็น
2 ชนิด คือ
1.
ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม
ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดนี้จะประกอบด้วยฮอร์โมน
estrogen และ progestogen ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดนี้จะใช้ได้นาน
1 เดือน มีองค์ประกอบด้วยฮอร์โมน estrogen และ progestogen
ต่างๆเช่น DMPA 25 มิลลิกรัมร่วมกับ NET-EN 50 มิลลิกรัม เป็นต้น ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมปัจจุบันยังไม่มีให้บริการในโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติ
2.
ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมน progestogen อย่างเดียวยาฉีดคุมกำเนิดชนิดนี้แบ่งได้เป็น
2 ชนิด คือ
2.1
noretisterone enanthate เป็นอนุพันธ์ของ 19-noretisterone ผลิตเป็นยาน้ำมันขนาด 200 มิลลิกรัม บรรจุในหลอดขนาด
1 มิลลิลิตร ฉีดเข้ากล้ามเนื้อใช้คุมกำเนิดได้นาน 2 เดือน
เดิมยาฉีดคุมกำเนิดชนิดนี้เคยใช้อยู่ในโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติแต่ไม่ได้รับความนิยมปัจจุบันนี้ไม่ได้อยู่ในโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติแล้ว
2.2 depot medrexyprogesterrone acetate เป็นอนุพันธ์ของ17-hydroxy
progesterone มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาวขนาดเล็ก
ละลายตะกอนขนาด 150 มิลลิกรัม บรรจุในขวดขนาด 3 มิลลิลิตรฉีดเข้ากล้ามเนื้อใช้ฉีดคุมกำเนิดได้
3 เดือน เป็นยาฉีดคุมกำเนิดชนิดเดียวที่ยังใช้อยู่ในโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติ
กลไกป้องกันการตั้งครรภ์
1.การยับยั้งการตกไข่
2.ผลต่อเยื่อบุโพรงมดลูก
ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลงไม่เหมาะสมกับการฝังตัวของตัวอ่อน
3.ผลต่อมูกปากมดลูกที่ปากมดลูกเหนียวข้นไม่เหมาะสมที่จะให้อสุจิเคลื่อนผ่านเข้าไปในโพรงมดลูกได้
ขนาดและวิธีใช้ยาฉีดคุมกำเนิด DMPA
ยาฉีดคุมกำเนิด DMPA
ที่ใช้ในโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติ
กระทรวงสาธารณะสุข เป็นยาฉีดคุมกำเนิด DMPA ขนาด 150 มิลิกรัม ปริมาณ 3 มิลิลิตร
ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณสะโพก โดยนัดฉีดยาคุมกำเนิดทุก 12 สัปดาห์
ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิด
ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิด DMPA
ขนาด 150
มิลิกรัมที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 12 สัปดาห์
จะมีอัตราการตั้งครรภ์น้อยกว่าร้อยละซึ่งใกล้เคียงกับการทำหมันหญิงการใส่ห่วงอนามัยและการฝังยาคุมกำเนิดและมีประสิทธิภาพกว่ายาเม็ดคุมกำเนิด
อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิด DMPA ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มาฉีดยาเข้มแรกด้วย
โดยพบว่าถ้าเริ่มฉีดยาคุมกำเนิด DMPA เข็มแรกภายหลังวันที่ 7
ของรอบระดูจะไม่ยับยั้งการตกไข่ได้ทั้งหมด
การกลับสู่ภาวะเจริญพันธ์ภายหลังหยุดฉีดยาคุมกำเนิด
DMPA
สตรีที่ฉีดยาคุมกำเนิด DMPA
ทุกคนควรจะได้ทราบถึงการกลับสู่ภาวะเจริญพันธ์ภายหลังหยุดฉีดยาคุมกำเนิด
DMPA เนื่องจากการกลับสู่ภาวะเจริญพันธ์และตั้งครรภ์ได้ของสตรีที่ฉีดยาคุมกำเนิด
DMPA นั้นต้องใช้ระยะเวลาช่วงหนึ่งภายหลังจากฉีดยาคุมกำเนิด
DMPA เข็มสุดท้าย
ดังนั้นก่อนที่ใช้บริการคุมกำเนิดด้วยยาฉีดคุมกำเนิด DMPA
สตรีผู้รับบริการควรจะต้องรู้ข้อมูลเหล่านี้
อย่างไรก็ตามการกลับสู่ภาวะเจริญพันธ์ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนครั้งของยาฉีดคุมกำเนิด
DMPA กับระยะเวลาที่จะมีการตกไข่อีกครั้งภายหลังการหยุดยาฉีดคุมกำเนิด
DMPA เนื่องจากระยะเวลาครึ่งชีวิต
ของยาคุมกำเนิด DMPA ในร่างกายนั้นคงที่
ยาฝังคุมกำเนิด
ยาฝังคุมกำเนิดแบ่งตามหลอดที่ใช้ฝังเป็น
2 ชนิด
1.ชนิดหลอดไม่สลายตัว
2.ชนิดหลอดสลายตัว
1.ยาฝังคุมกำเนิดชนิดหลอดไม่สลายตัว
ยาฝังคุมกำเนิดชนิดนี้จะมีฮอร์โมนสังเคราะห์บรรจุอยู่ในหลอดไม่สลายตัวซึ่งเมื่อครบกำหนดอายุของการคุมกำเนิดแล้วต้องเอาออก
ในปัจจุบันยาฝังคุมกำเนิดส่วนใหญ่จะเป็นชนิดนี้และมีใช้อยู่หลายชนิดด้วยกัน คือ
1.1
ยาฝังคุมกำเนิด 6 หลอด ยาฝังคุมกำเนิดชนิดนี้จะประกอบด้วยหลอด silastic
ซึ่งยาว 34
มิลลิเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดขนาด 2.4 มิลลิเมตร บรรจุฮอร์โมน levonnorgestrel หลอดละ 36 มิลลิกรัม จำนวน 6 หลอด มีฮอร์โมน levonnorgestrel ทั้งสิ้น 216 มิลิกรัม ใช้คุมกำเนิดได้นาน 5 ปี
1.2 ยาฝังคุมกำเนิด 2 หลอด
เป็นยาฝังคุมกำเนิดรุ่นใหม่เดิมเรียกว่า Norplanl-2 มีความยาว
43
มิลลิเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดขนาด 2.5 มิลลิเมตร มีฮอร์โมน levonnorgestrel
หลอดละ 75 กรัม โดยแต่ละหลอดจะประกอบด้วยฮอร์โมน levonnorgestrel
ร้อยละ 50 และ silastic
ร้อยละ 50
ห่อหุ้มด้วย silastic บางๆ ใช้คุมกำเนิดได้นาน 3 ปี
1.3 ยาฝังคุมกำเนิดหลอดเดียว
ที่มีใช้ในประเทศไทยในขณะนี้ คือ lmplanon ยาฝังคุมกำเนิด lmplanon
ประกอบด้วยฮอร์โมน
etonogestrel ซึ่งเป็นฮอร์โมน progestogen
ชนิดหนึ่ง lmplanon
มีความยาว 40
มิลลิเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางหลอดขนาด 2 มิลลิเมตร ตัวหลอดมีสาร ethylene
vinyl copolymer ใช้คุมกำเนิดได้นาน
3 ปี
2.ยาฝังคุมกำเนิดชนิดหลอดสลายตัว
ยาฝังคุมกำเนิดชนิดนี้จะมีฮอร์โมนสังเคราะห์บรรจุในหลอดที่ฝังอยู่จะสลายตัวไปโดยไม่ต้องถอดออกในปัจจุบันมีที่ทำการศึกษาวิจัย
คือ
2.1Capronor เป็นยาหลอดฝังคุมกำเนิดชนิดหลอดสลายตัวที่บรรจุฮอร์โมนlevonnorgestrel
มีเส้นผ่าศูนย์กลาง
2.4 มิลลิเมตร และยาว 40 มิลลิเมตร Capronor จะยังคงรูปเป็นหลอดอยู่อย่างน้อย1ปี หลังจากนั้นจะสลายตัวโดย
Capronor 1 หลอดจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 1ปี
2.2
anuelle เป็นยาหลอดฝังคุมกำเนิดชนิดหลอดสลายตัวอีกชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็น
pellet ประกอบด้วย norethindrone ร้อยละ85 และ cholesterol ร้อยละ15 แต่ละ pellet
จะมีขนาดเท่ากับเมล็ดข้าวและมีฮอร์โมน
norethindrone อยู่ 35 กรัม Anuell 4 pellet จะป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 1ปี
กลไกในการป้องกันการตั้งครรภ์
1. ป้องกันการตกไข่
ยาฝังคุมกำเนิดจะยับยั้งการตกไข่ได้ภายใน 24 ชั่วโมง โดยกดไม่ให้มี luteinizing
hormone อย่างไรก็ตามยาฝังคุมกำเนิดไม่สามารถป้องกันการตกไข่ได้ทุกรอบระดูประมาณ
1 ใน 3 ของรอบระดูจะมีการตกไข่ได้
2.ทำให้มูกปากมดลูกเหนี่ยวข้น
ทำให้เชื้ออสุจิผ่านมูกที่ปากมดลูกเข้าไปสู่โพรงมดลูกได้ยากการเปลี่ยนแปลงมูกของปากมดลูกจะเกิดขึ้นภายหลังฝังยาคุมกำเนิดภายใน
24-48 ชั่วโมง
3. การเปลี่ยนแปลงเยื่อบุโพรงมดลูก
ทำให้ไม่เหมาะสมในการฝังตัวอ่อนลักษณะของเยื่อบุโพรงมดลูกจะคล้ายกับที่พบในผู้ใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด
progestogen
ประสิทธิภาพและอัตราการคงใช้
ยาฝังคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง
จากการศึกษาส่วนใหญ่พบว่ามีอัตราการล้มเหลวน้อยกว่าร้อยละ0.5 ใน 1ปี ซึ่งใกล้เคียงกับยาคุมกำเนิด
DMPA และยาคุมกำเนิดส่วนอัตราการคงใช้ของยาฝังคุมกำเนิด
พบว่าจากการสำรวจภาวะคุมกำเนิดในประเทศไทย พ.ศ.2539 พบว่าอัตราการคงใช้ต่อปีของยาฝังคุมกำเนิดเท่ากับร้อยละ80
ซึ่งสูงกว่าอัตราการคงใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิดและห่วงอนามัย
การกลับสู่ภาวะเจริญพันธุ์ภายหลังหยุดใช้ยาฝังคุมกำเนิด
สตรีที่ใช้ยาคุมกำเนิดจะกลับสู่ภาวะเจริญพันธุ์ได้ภายหลังหยุดใช้ยาคุมกำเนิดแล้วเนื่องจากภายหลังจากที่เอายาฝังคุมกำเนิดออกแนวจะพบว่า
ระดับฮอร์โมนของการฝังคุมกำเนิดจะลดลงและตรวจไม่พบในกระแสเลือดอย่างรวดเร็วทำให้สตรีที่หยุดใช้ยาฝังกำเนิดจะกลับสู่ภาวะเจริญพันธุ์ตามปกติจากศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการกลับภายหลังหยุดใช้ยาคุมกำเนิดจะเหมือนกับสตรีที่หยุดใช้ห่วงอนามัย
และระยะเวลาที่ใช้ก็ไม่มีความสัมพันธ์กับการกลับสู่ภาวะเจริญพันธุ์
ห่วงอนามัย
ห่วงอนามัยแบ่งได้ 3 ชนิด
1. ห่วงอนามัยธรรมดา
เป็นห่วงอนามัยที่ไม่มีสารที่ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด เคยเป็นห่วงอนามัยที่นิยมใช้กันในอดีต
ห่วงอนามัยชนิดนี้ที่รู้จักกันดี คือ Lippes loop ปัจจุบันนี้นิยมใช้ต่อไปอีก
2. ห่วงอนามัยที่มีสายทองแดง
ห่วงอนามัยชนิดนี้จะมีสายทองแดงช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดห่วงอนามัยชนิดนี้เป็นที่นิยมกันทั่วไปในปัจจุบัน
ตัวอย่างเช่น Copper T 380 A, Multiload, Gyne,Nova T เป็นต้น
3.ห่วงอนามัยที่มีฮอร์โมน
เป็นห่วงอนามัยที่มีฮอร์โมนเป็นสารช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด
ฮอร์โมนที่ใช้ในห่วงอนามัยชนิดนี้เป็นฮอร์โมน progestogen ที่นิยมใช้กัน คือ levonnorgestrel
เช่น Progestasert
และ Mirena
ซึ่งเป็น levonnorgestrel
IUD และเป็นห่วงอนามัยที่มีฮอร์โมนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
กลไกป้องกันการตั้งครรภ์
กลไกการป้องกันการตั้งครรภ์ของห่วงอนามัยที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่นอน
ห่วงอนามัยไม่มีผลในการยับยั้งการตกไข่
ภายหลังการใส่ห่วงอนามัยจะมีการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูกและมูกปากมดลูกแตกต่างกันตามแต่ละชนิดของห่วงอนามัย
กลไกกาลป้องกันการตั้งครรภ์ประกอบด้วย
1.
การเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูก
การเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูกจะมีแตกต่างกันไปตามชนิดของห่วงอนามัย
แต่ปฏิกิริยาของโพรงมดลูกต่อห่วงอนามัยส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะ loca
nonspecific inflammatory response โดยมีเม็ดโลหิตขาวเพิ่มมากขึ้นทั้ง mononuclear
cells, neutrophils และ macrophages ในชั้น stoma ของเยื่อบุโพรงมดลูก อนามัยชนิดที่มีฮอร์โมนจะมี decidual
reaction ในชั้น stoma
ซึ่งปฏิกิริยาเหล่านี้จะมีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน
2.ผลของการเดินทางของเชื้ออสุจิและไข่
ภายหลังการใส่ห่วงอนามัยจะมีสารพวก prostaglandin เพิ่มมากขึ้น มีผลต่อการหดรัดตัวของมดลูกและหลอดมดลูกทำให้มีผลต่อการเดินทางของเชื้ออสุจิและไข่
นอกจานี้ห่วงอนามัยชนิดที่มีฮอร์โมนจะทำให้ปากมดลูกเหนียวข้น
ขัดขวางการเดินทางของเชื้ออสุจิ
3.
ผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีโพรงมดลูก ภายหลังการใส่ห่วงอนามัยที่มีสารทองแดงจะทำให้มีผลต่อการทำงานของ
enzyme องเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก มีผลต่อ glycogen metabolism และ estrogen uptake
ของเยื่อบุโพรงมดลูก
นอกจากนี้ยังมีผลทำลายหรือยับยั้งเชื้ออสุจิขณะผ่าปากมดลูกและในโพรงมดลูก
ประสิทธิภาพและอัตราการคงใช้ของห่วงอนามัย
ประสิทธิภาพของการใช้ห่วงอนามัย
พบว่าอัตราการตั้งครรภ์ขึ้นอยู่กับชนิดของห่วงอนามัยจากการศึกษาของดำรงเหรียญ ประยูรและคณะ พบว่าสตรีที่ใส่ห่วงอนามัย copper
T 380 A มีอัตราการตั้งครรภ์เมื่อครบ 1ปี และ
2ปี เท่ากับร้อยละ0.2 ในขณะที่สตรีที่ใส่ห่วงอนามัย multilosd
250 มีอัตราการตั้งครรภ์เมื่อครบปีที่1
เท่ากับร้อยละ 0.9 และมีอัตราการตั้งครรภ์เมื่อครบปีที่2 เท่ากับร้อยละ 2.6
อัตราการใช้ของห่วงอนามัยนับว่าสูงกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดและยาฉีดคุมกำเนิดจากการสำรวจของ
อภิชาต จำรัสฤทธิรงค์และคณะ ในปีพ.ศ.2539 พบว่าอัตราการใช้ยาคงใช้ต่อปีของสตรีที่ใส่ห่วงอนามัยเท่ากับ
79.9 ในขณะที่อัตราการคงใช้ต่อปีของยาเม็ดคุมกำเนิดเท่ากับ 71.6
และอัตราการคงใช้ต่อปีของยาฉีดคุมกำเนิดเท่ากับร้อยละ66.2
การกลับสู่ภาวะเจริญพันธุ์ภายหลังการถอดห่องอนามัย
ในสตรีใส่ห่วงอนามัยต้องการตั้งครรภ์เมื่อถอดห่วงอนามัยออกแล้วก็สามารถกลับสู่ภาวะภายหลังการถอดห่วงอนามัยก็ไม่แตกต่างไปจากการตั้งครรภ์ภายหลังหยุดการใช้คุมกำเนิดชั่วคราวชนิดอื่น
การคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน
การกำเนิดแบบฉุกเฉินเป็นวิธีการคุมกำเนิดชนิดหนึ่งที่สตรีใช้ภายหลังจะมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้มีการเตรียมการป้องกันการปฏิสนธิ
หรือไม่ได้คุมกำเนิดมาก่อน โดยปกติจะใช้วิธีคุมกำเนิดแบบฉุกแบบนี้ ภายใน 2-3 วัน
ภายหลังจากกามีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ใช้วิธีคุมกำเนิดในปัจจุบันการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้วิธีคุมกำเนิดนับว่ามีจำนวนมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีวัยรุ่นทำให้เกิดการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์และเพิ่มปริมาณการทำแท้งมากขึ้น
การคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินจะเป็นทางเลือกของวิธีคุมกำเนิดชนิดหนึ่งของสตรีที่จะป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึ่งประสงค์ได้
ชนิดของการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน
การคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินแบบที่ใช้ในปัจจุบันประกอบด้วย
1.การใช้ฮอร์โมนรวม estrogen
และ progestogen
(Yuzpe regimen)
การใช้ฮอร์โมน ethinyl
estradiol 0.1มิลลิกรัม
และlevonnorgestrel 0.5 มิลลิกรัม รับประทานภายใน 72 ชั่วโมง
ภายหลังจากการมีเพศสัมพันธ์เป็นจำนวน 2 ครั้งห่างกัน 12 ชั่วโมง ได้ใช้เป็นวิธีคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินซึ่งรายงานโดย
Yuzpe และ Lancec ในปีพ.ศ.2520 ต่อมาเรียกการใช้ฮอร์โมนรวมชนิดคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินว่า Yuzpe
regimen
ชนิดและขนาดของฮอร์โมนรวม estrogen
และ progestogen
ที่ใช้ตาม Yuzpe
regimen ในปัจจุบันจะประกอบด้วย
1. ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวมที่มี ethinyl
estradiol 0.05 มิลลิกรัม
และ levonnorgestrel
0.25 มิลลิกรัม หรือ norgestrel 0.5 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 2 เม็ด จำนวน 2 ครั้ง
แต่ละครั้งห่างกัน 12 ชั่วโมง โดยรับประทานครั้งแรกภายใน 72 ชั่วโมง
ภายหลังการมีเพศสัมพันธ์
2. ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวมที่มี ethinyl
estradiol 0.03 มิลลิกรัม
และ levonnorgestrel
0.15 มิลลิกรัม หรือ norgestrel 0.3 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 4 เม็ด จำนวน 2 ครั้ง
แต่ละครั้งห่างกัน 12 ชั่วโมง โดยรับประทานครั้งแรกภายใน 72 ชั่วโมง
ภายหลังการมีเพศสัมพันธ์
2.การใช้ฮอร์โมน Progestin
ได้มีการนำฮอร์โมน levonnorgestrel
ซึ่งเป็นฮอร์โมน
Progestin มาใช้ในการควบคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินโดยขนาดยาที่ใช้ คือ levonnorgestrel
ขนาด 0.75
มิลลิกรัม โดยรับประทานจำนวน
2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 12
ชั่วโมง และให้รับประทานครั้งแรกภายใน 72 ชั่วโมง ภายหลังจากการมีเพศสัมพันธ์
ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน
ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดโดยทั่วไปมักจะคำนวณจากความล้มเหลวหรือการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้วิธีคุมกำเนิดนั้นๆ
ต่อจำนวนสตรีที่ใช้วิธีคุมกำเนิดชนิดนั้นๆ 100 รายในระยะเวลาที่กำหนดโดยทั่วไปมักจะใช้เวลา
1ปี หรือ 12 เดือน อย่างไรก็ตามการคำนวณหาประสิทธิภาพของวิธีการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินนั้น
การที่จะนำวิธีการคำนวณมาหาประสิทธิภาพของวิธีการคุมกำเนิดที่ใช้กดติดอย่างสม่ำเสมอมาใช้นั้นคงจะไม่เหมาะสมเพราะวิธีการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินนั้นนำมาใช้เป็นครั้งคราวและไม่ได้สม่ำเสมอดังนั้นการคำนวณหาประสิทธิภาพของวิธีการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินจึงควรที่จะคำนวณหาจากจำนวนสตรีตั้งครรภ์ในสตรี
100 รายที่ใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินซึ่งผลที่ได้จะเป็นร้อยละของการตั้งครรภ์ในสตรีที่ใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินการใช้วิธีการคำนวณแบบนี้ไม่เหมาะสมสำหรับการหาประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินเนื่องจากไม่มีระยะเวลามาเกี่ยวข้องการใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินจะมีการใช้เป็นจำนวนครั้งโดยไม่มีระยะเวลามาเกี่ยวข้องดังนั้นถ้านำระยะเวลามาคำนวณด้วยจะทำให้การคำนวณหาประสิทธิภาพของวิธีการคุมกำเนิดชนิดนี้ผิดพลาดไปได้
ถุงยางอนามัย
ถุงยางอนามัยเป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นถุงสำหรับสวมใส่คลุมอวัยวะเพศขณะที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อขวางกั้นหรือให้การสัมผัสโดยตรงของอวัยวะสืบพันทางเพศชายและเพศหญิงและป้องกันการหลั่งน้ำอสุจิเข้าสู่ช่องคลอดซึ่งจะทำให้สามารถป้องกันการตั้งครรภ์และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วยจากการสำรวจภาวะคุมกำเนิดในประเทศไทย
ปีพ.ศ.2539 พบว่าการใช้ถุงยางเพื่อการคุมกำเนิดเพียงร้อยละ1.8
เท่านั้นซึ่งนับว่าน้อยมากเพื่อเปรียบเทียบกับวิธีคุมกำเนิดชนิดอื่นอย่างไรก็ตามได้มีการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โรคเอดส์ระบาดการใช้ถุงยางอนามัยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากสามารถป้องกันโรคเอดส์ได้อัตราการคงใช้ถุงยางอนามัยค่อนข้างต่ำจากการสำรวจภาวะคุมกำเนิดในปีพ.ศ.2539
พบว่าอัตราการคงใช้ต่อปีเพียงร้อยละ66.5 และมีอัตราการล้มเหลวสูงถึงร้อยละ4.4
อย่างไรก็ตามการใช้ถุงยางอนามัยก็นับว่าเป็นประโยชน์ในด้านการคุมกำเนิดและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
กลไกในการป้องกันการตั้งครรภ์
ถุงยางอนามัยป้องกันการตั้งครรภ์โดยการขวางกั้นมีให้น้ำอสุจิและอสุจิเข้าไปในช่องคลอดโพรงมดลูกในหลอดมดลูกเพื่อผสมกับไข่ซึ่งจะมีประสิทธิภาพเมื่อใช้ตั้งแต่เริ่มต้นการมีเพศสัมพันธ์จนเสร็จสิ้นการมีเพศสัมพันธ์นอกจากจะใช้ป้องกันการตั้งครรภ์แล้วยังสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคเอดส์ได้ด้วย
ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัยในการคุมกำเนิด
ถุงยางอนามัยจะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดก็ต่อเมื่อใช้ได้อย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอจากการศึกษาประสิทธิภาพของการใช้ถุงยางอนามัย
พบว่าจะมีอัตราการตั้งครรภ์ 3 รายต่อสตรี 100 รายในหนึ่งปีถ้ามีการใช้อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอตลอดจนถุงยางอนามัยที่ใช้ก็ได้มาตรฐานอย่างไรก็ตามการใช้ถุงยางอนามัยอาจมีการใช้ไม่ถูกวิธีมีการเลื่อนหลุดถุงยางอนามัยแตกระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ดังนั้นอัตราการล้มเหลวจะสูงกว่าถ้าคำนึงถึงสภาวะการใช้ตามความจริงซึ่งโดยทั่วไป
อาจพบอัตราการตั้งครรภ์สูงถึง 10-15 รายต่อสตรี 100รายใน 1ปี
ข้อดีของการใช้ถุงยางอนามัย
1. สามารถใช้ได้ด้วยตรวจตัวเองไม่ต้องปรึกษาแพทย์
2. พกพาได้สะดวก
3.
ปลอดภัยต่อสุขภาพเนื่องจากไม่ต้องรับประทานยาหรือได้ยาเข้าในร่างกาย
4.
ภาวะเจริญพันธุ์กลับสู่ปกติเมื่อเลิกใช้
5.
ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคเอดส์ได้
ข้อด้อยของการใช้ถุงยางอนามัย
1. ลดความรู้สึกสัมผัสของการมีเพศสัมพันธ์ในฝ่ายชาย
2. ในผู้ชายบางคนอวัยวะเพศอาจจะไม่แข็งตัวหรือสวมถุงยางอนามัย
3.
ต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งใหม่
4.
ต้องหาที่ทิ้งถุงยางอนามัยที่เหมาะสมภายหลังใช้
5. ในบางคนอาจมีอาการแพ้ถุงยางอนามัยหรือสารที่ใช้หล่อลื่น
การทำหมันหญิง
การทำหมันหญิงนับว่าเป็นวิธีการคุมกำเนิดวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันมากที่สุดในโลกคาดประมาณกันว่าสตรีมากกว่า
65 ล้านคนคุมกำเนิดด้วยการทำหมันในประเทศไทยพบว่าอัตราส่วนร้อยละของการทำหมันหญิงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ
5.5 ในปี พ.ศ.2513 เป็นร้อยละ 25.4 ในปีพ.ศ.2530 ในปีพ.ศ.2536 กองอนามัยครอบครัวรายงานว่ามีการทำหลังหญิงมากกว่า
1แสนคนทั่วประเทศอย่างไรก็ตามอัตราส่วนร้อยละของการทำหมันหญิงในปีพ.ศ.2539
ลดลงเหลือเพียงร้อยละ22 ทั้งนี้ เนื่องจากความสำเร็จของโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติที่ผ่านมาทำให้จำนวนสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ต้องการคุมกำเนิดถาวรโดยการทำหมันหญิงมีสัดส่วนลดลงเมื่อพิจารณาถึงลักษณะของสตรีที่ทำหมันหญิงในประเทศไทยจะพบว่าสตรีที่อาศัยในเขตเมืองจะทำหมันหญิงมากกว่าสตรีที่อยู่ในเขตชนบทเมื่อพิจารณาเป็นรายภาคจะพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีสตรีทำหมันหญิงสูงสุดซอยละ25.3
รองลงมาเป็นภาคกลางร้อยละ23.4 กลุ่มอายุที่ทำหมันหญิงมากจะเป็นสตรีอายุมากกว่า 40
ปีขึ้นไปและส่วนใหญ่จะมากกว่าร้อยละ 90
จะไปรับบริการทำหมันหญิงในสถานบริการของรัฐเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการคุมกำเนิดชนิดอื่นเพราะว่าการทำหมันหญิงอย่างเป็นวิธีคุมกำเนิดที่เป็นที่นิยมของสตรีในวัยเจริญพันธุ์การทำ
หมันหญิงหลังคลอด
การทำหมันหญิงในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นการทำหมันหลังคลอดอาจเป็นการทำหมันระหว่างการผ่าตัดท้องคลอดหรือภายหลังการคลอดทางช่องคลอดก็ได้โดยทั่วไปการทำหมันหญิงหลังคลอดจะทำได้ง่ายเนื่องจากมดลูกอยู่ที่ระดับสะดือทำให้สะดวกในการหาตรวจมดลูกไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบในการทำหมันหญิงหลังคลอดอาจใช้ยาชาเฉพาะที่และยา
Neuroleptanalgesia ฉีดเข้าหลอดเลือด
จำแทนการใช้ยาสลบได้นอกจากนี้การทำหมันหลังคลอดก็ไม่ทำในระยะเวลาที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลหลังคลอดยาวนานขึ้นไม่มีผลต่อน้ำนมมารดาในกรณีที่เลี้ยงบุตรด้วยน้ำนมมารดาภาวะแทรกซ้อนจากการทำหมันหลังคลอดพบได้น้อยส่วนใหญ่จะเป็นการติดเชื้ออย่างไรก็ตามมีการศึกษาว่า
ภาวะการติดเชื้อภายหลังการผ่าตัดทำหมันหญิงที่สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับภาวะการติดเชื้อหลังคลอดทางช่องคลอดแล้วไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การทำหมันหญิงในช่วงเวลาที่ไม่ตั้งครรภ์
(การทำหมันแห้ง)
โครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาตินำว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในการดำเนินงานตลอดระยะเวลา
30 ปีที่ผ่านมาทำให้สตรีไทยส่วนใหญ่มีบุตร 2
คนตามเป้าหมายของโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติการที่สตรีไทยมีบุตรน้อยลงทำให้การตัดสินใจที่จะทำหมันหลังคลอดลดน้อยลงและสตรีบางส่วนจะรอให้บุตรโตเสียก่อนจึงค่อยตัดสินใจจะทำหมันเพื่อให้แน่ใจว่าบุตรมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์เนื่องจากว่าถ้าทำหมันทันทีหลังคลอดและต่อมาภายหลังบุตรของตนมีปัญหาทางด้านสุขภาพหรือเสียชีวิตสตรีนั้นถ้าต้องการมีบุตรอีกก็อาจจะต้องผ่าตัดต่อหมันซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควรด้วยเหตุผลดังกล่าว
จึงทำให้การทำหมันหญิงในช่วงเวลาที่มีการตั้งครรภ์หรือการทำหมันแห้งมีการจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างไรก็ตามการทำหมันแห้งมีกระบวนการผ่าตัดที่ยุ่งยากลำบากกว่าการทำหมันหลังคลอดเนื่องจากมดลูกมีขนาดเล็กกว่ามดลูกหลังคลอดการผ่าตัดเพื่อหาหลอดมดลูกใส่ยากกว่าการผ่าตัดทำหมันหลังคลอด
การทำหมันโดยกล้อง laparoscope
การทำหมันหญิงโดยกล้อง laparoscope
นับว่ามีความสะดวกและรวดเร็วแต่ต้องการทักษะและการฝึกในการผ่าตัดเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นจากการผ่าตัดนอกจากนี้เครื่องมือก็มีราคาแพงต้องการบำรุงรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมซึ่งทำให้การทำหมันหญิงโดยกล้องและ
laparoscope ไม่แพร่หลายเมื่อเปรียบเทียบกับการทำหมันหญิงโดยวิธี minilaparoscope
ซึ่งไม่ต้องใช้เครื่องมือราคาแพง
อย่างไรก็ตามการทำหมันหญิงโดยกล้อง laparoscope ก็ได้รับการพัฒนาจนมีการทำผ่าตัดด้วยวิธีนี้เพิ่มขึ้นเป็นลำดับการผ่าตัดทำหมันหญิงโดยกล้อง
laparoscope จะทำการผ่าตัดโดยใช้กล้อง laparoscope สอดเข้าไปในช่องคลอดช่องท้องแล้วใช้เครื่องมือที่จะสอดผ่านกล้อง
laparoscope เข้าไปผ่าตัดทำหมันโดยการทำให้หลอดมดลูกอุดตัน
การทำหมันชาย
การทำหมันชายนับว่าเป็นวิธีคุมกำเนิดถาวรที่ทำได้ง่ายและปลอดภัยมีประสิทธิภาพสูงและค่าใช้จ่ายน้อยการทำหมันชายไม่ค่อยได้รับความนิยมจากผู้ชายไทยอัตราการทำหมันชายระหว่างปี
พ.ศ.2521-2539 อยู่ระหว่างร้อยละ 2 ถึงร้อยละ 4.4
และมีแนวโน้มจะลดลงอย่างไรก็ตามการทำหมันชายก็เป็นวิธีการคุมกำเนิดถาวรที่ควรสนับสนุนให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ผู้ชายมีส่วนร่วมในการวางแผนครอบครัว
กลไกและประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์
การทำหมันชายมีกลไกในการป้องกันป้องกันการตั้งครรภ์โดยการไปขวางกั้นท่ออสุจิไม่ให้เชื้ออสุจิที่สร้างในลูกอันทะหลังออกมาพร้อมกับน้ำอสุจิทำให้เชื้ออสุจิไม่สามารถเข้าไปผสมกับไข่ในสตรีเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิได้ควรใช้วิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพร่วมด้วยภายใน
3 เดือน
แรกภายหลังจากทำมันทำหมันชายเพื่อให้เชื้ออสุจิที่คงค้างอยู่ในน้ำอสุจิหมดไปและควรตรวจเชื้ออสุจิภายหลังที่ทำหมันชายไปแล้ว
3 เดือน ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าไม่พบเชื้ออสุจิในน้ำอสุจิ
การทำหมันชายมีประสิทธิภาพสูงมาก จากการศึกษาพบว่าอัตราการตั้งครรภ์เพียงร้อยละ 0-0.5 ต่อปี ความล้มเหลวอาจเกิดจากความผิดพลาดแต่กำเนิดของท่อนำอสุจิความผิดพลาดจากการผ่าตัดและต่อใหม่ของท่อน้ำอสุจิ
เป็นต้น
ผลของการคุมกำเนิดต่อพฤติกรรมทางเพศ
วิธีคุมกำเนิดชนิดต่างๆ อาจมีผลดีและผลเสียต่อการมีเพศสัมพันธ์ในสตรีที่กังวลต่อการตั้งครรภ์การใช้วิธีคุมกำเนิดเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์อาจทำให้การมีเพศสัมพันธ์มีความสุขมากขึ้นในบางครั้งการใช้วิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพต่ำ
เช่นถุงยางอนามัย ยาฆ่าเชื้ออสุจิ ก็อาจทำให้เกิดความวิตกกังวลและมีผลต่ออารมณ์ทางเพศได้
นอกจากนี้ยาฆ่าเชื้ออสุจิอาจทำให้มีอาการระคายเคืองและคันในช่องคลอดทำให้ผู้หญิงไม่อยากมีเพศสัมพันธ์หรือสายของห่วงอนามัยในช่องคลอด
อาจทำให้ผู้ชายเกิดความรำคาญในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ได้นอกจากมีฮอร์โมนเพศก็ยังมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางเพศได้จากการศึกษาของ
Alexander และคณะพบว่าฮอร์โมน testosterone มีความสัมพันธ์กับความต้องการทางเพศความรู้สึกนึกคิดทางเพศและกิจกรรมทางเพศในผู้ชายและผู้หญิงส่วนฮอร์โมน
estrogen และ progestin ยังไม่รู้ผลที่แน่นอนแต่พบฮอร์โมน estrogen จะช่วยให้เยื่อบุผนังช่องคลอดหนาและชุ่มชื่น
ซึ่งจะลดความเจ็บปวดจากการมีเพศสัมพันธ์ได้ ซึ่งรายละเอียดจะได้กล่าวต่อไป
ยาเม็ดคุมกำเนิดกับพฤติกรรมทางเพศ
การศึกษาเรื่องยาเม็ดคุมกำเนิดกับพฤติกรรมทางเพศยังมีจำนวนน้อย
จากการศึกษาของ Ban croft และคณะ ไม่พบว่ายาเม็ดคุมกำเนิดทำให้ความสนใจทางเพศในสตรีลดลงแม่ว่ายาคุมกำเนิดจะทำให้ระดับฮอร์โมน
androgen ในเลือดลดลงก็ตามเป็นที่เชื่อกันว่าปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมจะมีส่วนสำคัญในเรื่องทางเพศของสตรีซึ่งทำให้อิทธิพลของฮอร์โมน
androgen ในสตรีต่อพฤติกรรมทางเพศแปรปรวนไปนอกจากนี้ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อพฤติกรรมทางเพศในสตรีเช่น
การแปรปรวนของอารมณ์ความมั่นคงในชีวิต สัมพันธ์ภาพในชีวิตสมรส ตลอดจนความเป็นอยู่ในครอบครัวและสังคม
ดังนั้นแม้ยาเม็ดคุมกำเนิดจะทำให้ปริมาณฮอร์โมน free
testorterone ลดลง แต่ก็ไม่มีผลที่ชัดเจนต่อพฤติกรรมทางเพศ
ยาฉีดคุมกำเนิดและยาฝังคุมกำเนิด Progertin
กับพฤติกรรมทางเพศ
ฮอร์โมน nudroxyprogesterrone
acetate ได้นำมาใช้รักษาผู้ชายที่มีความต้องการทางเพศสูง
โดยสามารถยับยั้งความต้องการทางเพศกระตุ้นทางเพศในผู้ชายได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการต้านฤทธิ์ฮอร์โมนandrogen และลดฮอร์โมน free
testorterone อย่างไรก็ตามผลของฮอร์โมน medroxyprogesterone acetate ที่ใช้เป็นยาฉีดคุมกำเนิดในสตรีนั้นยังมีการศึกษาถึงผลกระทบต่อพฤติกรรมทางเพศน้อยอย่างไรก็ตามสตรีที่ใช้ยาฉีดคุมกำเนิด
DMPA ในระยะแรกอาจมีเลือดออกกะปริดกะปรอยซึ่งมีผลต่อการมีเพศสัมพันธ์ได้นอกจากนี้ยาฉีดคุมกำเนิด
DMPA ยังทำให้ระดับฮอร์โมน estrogen
ลดต่ำลงซึ่งทำความชุ่มชื่นของช่องคลอดลดลงซึ่งอาจทำให้มีความเจ็บปวดในระหว่างมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างไรก็ตามการศึกษาพบว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ได้มีผลต่อกิจกรรมทางเพศความต้องการทางเพศและความสุขทางเพศของสตรี ในสตรีที่ใช้ยาฝังคุมกำเนิดซึ่งเป็นฮอร์โมน
Progertin เช่นกันก็พบว่าปัญหาที่สำคัญ คือ ภาวะเลือดออกกะปริดกะปรอย
จากการศึกษาของ Barhart และคณะถึงผลการเปลี่ยนแปลงระดูในสตรีที่ใช้เม็ดคุมกำเนิด
Uniplan กับพฤติกรรมทางเพศ
พบว่าแม้นว่าจะมีระดูมากะปิดกะปอยแต่จำนวนครั้งของการมีเพศสัมพันธ์ ความพึงพอใจของการมีเพศสัมพันธ์ตลอดจนความต้องการทางเพศมิได้แตกต่างจากสตรีทั่วไป
อย่างไรก็ตามก็มีการศึกษาว่าภาวะเลือดออกกะปริดกะปรอยมีผลต่อความต้องการทางเพศจากการศึกษาของ
Darney และขนาดพกว่าความต้องการทางเพศในสตรีที่ใช้ยาคุมกำเนิด Norplant
ลดลงแต่ก็เป็นจำนวนน้อยทั้งนี้เนื่องจากภาวะที่เลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด
การให้คำปรึกษาก่อนรับบริการซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สตรีผู้รับบริการเข้าใจและยอมรับว่าภาวะที่เลือดออกกะปริดกะปรอยเป็นผลจากฮอร์โมนในยาฝังคุมกำเนิดไม่ใช่ภาวะผิดปกติของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ซึ่งทำให้สตรีคลายความวิตกกังวลและจะได้ไม่มีผลต่อพฤติกรรมทางเพศ
ห่วงอนามัยกับพฤติกรรมทางเพศ
ความพึงพอใจในวิธีคุมกำเนิดขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของวิธีการคุมกำเนิดผลข้างเคียงและพฤติกรรมทางเพศความไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของวิธีการคุมกำเนิดจะทำให้ความวิตกกังวลต่อการตั้งครรภ์และทำให้กิจกรรมทางเพศลดลงนอกจากนี้วิธีการคุมกำเนิดที่ทำให้มีผลต่อฮอร์โมนเพศในร่างกายก็อาจทำให้พฤติกรรมทางเพศเปลี่ยนแปลงได้
ห่วงอนามัยนับว่าเป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงปลอดภัย
และไม่มีผลกระทบต่อฮอร์โมนเพศภายในร่างกาย จากการศึกษาของChen
และคณะ พบว่าการใช้ห่วงอนามัยไม่มีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเพศความพึงพอใจทางเพศและการบรรจุจุดสุดยอดทางเพศ
นอกจากนี้ยังพบว่าคู่สมรสที่มีกิจกรรมทางเพศมากจะเลือกใช้ห่วงอนามัย
เนื่องจากไม่ต้องกังวลที่จะต้องรับประทานยา หรือกังวลเรื่องการตั้งครรภ์
อย่างไรก็ตามสายห่วงอนามัยในช่องคลอดอาจมีผลกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์ได้
ถ้าสายห่วงนั้นยาว หรือสั้นเกินไป
อาจก่อให้เกิดความรำคาญหรือความเจ็บปวดของผู้ชายในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ได้
ถุงยางอนามัยกับพฤติกรรมทางเพศ
ถุงยางอนามัยเป็นวิธีคุมกำเนิดที่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคเอดส์ได้อย่างดีซึ่งลดความวิตกกังวลในขนาดที่มีเพศสัมพันธ์ได้
อย่างไรก็ตามการใช้ถุงยางอนามัยก็อาจทำให้มีความเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีวัยใกล้หมดระดูเนื่องจากมีช่องคลอดแห้งจากการศึกษาของ
wright และคณะ เพราะว่าการใช้ถุงยางอนามัยทำให้ความตื่นเต้นทางเพศลดลงมีผลต่อความพึงพอใจทางเพศได้
ดังนั้น การใช้ถุงยางอนามัยในคู่สมรสทั่วไปอาจทำให้มีผลต่อพฤติกรรมทางเพศ เพศได้
อย่างไรก็ตามในกรณีคู่สมรสมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือโรคเอดส์การใช้ถุงยางอนามัยก็ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แม้ว่าจะมีผลต่อความพึงพอใจทางเพศก็ตาม
การทำหมันกับพฤติกรรมทางเพศ
การทำหมันหญิงและหมันชายนับว่าเป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งจะทำให้ลดความวิตกกังวลต่อการตั้งครรภ์ทำให้มีผลดีต่อการตอบสนองทางเพศเนื่องจากไม่ต้องกังวลใจเรื่องการตั้งครรภ์จากการมีเพศสัมพันธ์การทำหมันหญิงและหลานชายไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางเพศของคู่สมรส
Chain และคณะได้ทำการศึกษาติดตามสตรี 152 คนและผู้ชาย 106
คนที่ทำหมันหญิงและหมันชายเปรียบเทียบกับสตรี 83 คนที่ไม่ได้ทำหมัน
จากการศึกษาพบว่าทุกคนมีความพึงพอใจทางเพศไม่แตกต่างกันแต่พบว่าสตรีที่ทำหมันและมีความต้องการทางเพศมากกว่าสตรีที่ยังไม่ทำหมัน
อาจเนื่องจากไม่มีความกังวลที่จะตั้งครรภ์จึงทำให้มีความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้นได้เนื่องจากนี้ยังพบจำนวนครั้งของการมีเพศสัมพันธ์ในกลุ่มที่ทำหมันหญิงสูงกว่ากลุ่มอื่นด้วย
สรุป
การคุมกำเนิดมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อม
ตลอดจนมีผลดีและผลเสียต่อการมีเพศสัมพันธ์
ฮอร์โมนคุมกำเนิดบางชนิดอาจมีผลต่อพฤติกรรมทางเพศซึ่งยังไม่สามารถสรุปเป็นที่แน่ชัดได้
เนื่องจากมีพฤติกรรมหลายประการที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมทางเพศทั้งทางด้านร่างกาย
จิตใจ และอารมณ์ตลอดจนสังคมและสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตามบุคลากรด้านสาธารณสุขผู้ให้บริการวางแผนครอบครัวก็ควรมีความรู้พื้นฐานในด้านนี้ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการให้บริการการคุมกำเนิดแก่ผู้รับบริการต่อไป
โรคติดทางเพศสัมพันธ์
บทนำ
โรคติดต่อเพศสัมพันธ์จัดเป็นความผิดปกติชนิดหนึ่งซึ่งถูกกล่าวถึงบ่อยขึ้นในยุคปัจจุบัน
เพราะเรื่องเพศได้ถูกนำมาพูดจาเปิดเผยขึ้นกว่ายุคก่อนและมนุษย์ในยุคปัจจุบันได้พยายามใช้เหตุผลและการค้นคว้าเพื่ออธิบายพฤติกรรมที่ผิดปกติให้ได้
นอกจากนี้ยังพบว่า
การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้ขาดความรอบครอบในการมีเพศสัมพันธ์
และแปรเปลี่ยนไปเป็นภาวะผิดปกตินี้ได้
คำว่า Sexual
addiction มีความหมายคล้ายกับการเสพติดการมีเพศสัมพันธ์
นอกจากนี้ยังมีคำอื่นอีกเช่น Sexaholics anonymous ซึ่งคล้ายกับคนติดเหล้า
แต่โดยส่วนตัวมีความเห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีความติดใจหรือชอบในเรื่องเพศสัมพันธ์บ้างไม่มากก็น้อยขึ้นอยู่กับสถานภาพร่างกาย
ฮอร์โมน อายุ และสิ่งแวดล้อมเพราะประโยชน์อย่างหนึ่งของการมีเพศสัมพันธ์ก็คือทำให้เกิดความสุข
เมื่อมนุษย์ชอบความสุขมนุษย์จึงแสวงหาความสุขการมีเพศสัมพันธ์และมนุษย์ทุกคนที่มีชีวิตอยู่ย่อมเป็นผลพลอยได้จากการมีเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น
ดังนั้นการถ่ายทอดพันธุกรรมของมนุษย์จึงถ่ายทอดเฉพาะผู้ที่ชอบการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น
จึงขอใช้คำว่าAbuse (Ab-use) เป็น Sexual abuse แทนซึ่งแปลว่า เป็นการใช้เพศสัมพันธ์อย่างผิดวิธีจนทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย
จิตใจ รวมถึงสิ่งแวดล้อมและหน้าที่การงาน
การวินิจฉัยโรคติดต่อเพศสัมพันธ์
1.ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมนี้ได้
2.ผลเสียร้ายแรงจากการกระทำนี้
(ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผิดกฎหมาย บุคลิกภาพไม่เหมาะสมหรือมีปัญหาครอบครัว)
3.มีการคงอยู่ของพฤติกรรมไม่เหมาะสมนั้น
4.เคยพยายามจะหยุดพฤติกรรมดังกล่าวหลายครั้งแต่หยุดไม่ด้าย
5.อาการเริ่มต้นจกการมีจินตนาการคิดคำนึงถึงและพัฒนาความต้องการเพิ่มขึ้นจนควบคุมไม่ได้
6.ความต้องการของการมีพฤติกรรมเพิ่มมากข้นตามระยะเวลา
7.มีการเปลี่ยนแลงของอารมณ์อย่างชัดเจนเพื่อให้ได้รับการมีเพศสัมพันธ์หรือเมื่อไม่ได้รับการมีเพศสัมพันธ์
เช่น โกรธ ทำร้ายร่างกายหรือซึมเศร้าเสียใจ
8.มีการให้เวลาอย่างไม่เหมาะสมกับจินตนาการหรือการประกอบกิจกรรมทางเพศ
9.พฤติกรรมทางเพศดังกล่าวมีผลเสียหายต่ออาชีพและสังคม
คำถามเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคติดต่อเพศสัมพันธ์
1.
เคยมีประวัติซึมเศร้า ละอายในพฤติกรรมทางเพศของตนเอง
2.
เคยรู้สึกว่าแรงขับทางเพศ หรือกิจกรรมทางเพศไม่สามารถควบคุมได้และเคยพยายามจะหยุดมันหลายครั้งแต่ทำไม่ได้
3.
ไม่สามารถหักห้ามใจ เมื่อเข้าสู้สิ่งเร้าทางเพศได้
4.
เคยใช้กิจกรรมทางเพศเพื่อทดแทนความไม่สบายใจต่างๆ เช่น ความเครียด โกรธ อาย อื่นๆ
เพราะว่าเมื่อเข้าสู้กิจกรรมทางเพศแล้วจะลืมทุกอย่าง
5.
ใช้เวลาอย่างไม่เหมาะสมในกิจกรรมทางเพศ
6.
เคยกับละทิ้งครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อดำเนินกิจกรรมทางเพศที่ตนเองปรารถนา
7.
ทำกิจกรรมทางเพศ จนกะทั้งละทิ้งงานประจำของตนเอง
8.
ท่านเคยมีกิจกรรมทางเพศที่ท่านคิดว่าไม่ถูกต้องหรือน่าละอาย
ไม่สามารถพูดให้ใครฟังได้
9.
มีความกลัวเกี่ยวกับเพศตรงข้ามอย่างมาก จนต้องอยู่กับจินตนาการของตนเอง หรือทำ mastur-bation
10.
มีความต้องการดูภาพโป๊ ภาพยนตร์หรืออินเทอร์เน็ตมากจนไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ตามปกติได้
11.
มีความคิดหมกหมุนเกี่ยวกับเรื่องเพศและอัดตราความหมกมุ่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
12.
กิจทางเพศเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนบดบังความรักความสัมพันธ์ตามปกติ
13.
ลักษณะทางเพศสัมพันธ์เป็นลักษณะ one-night stands
14.
เคยถูกจับกุมหรืสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศที่ผิดปกติ
15.
มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ปลอดภัยทั้งๆที่มีความรู้ เพราะหักห้ามใจไม่อยู่
16.
ใช้เงินจำนวนมากเพื่อกิจกรรมทางเพศโดยไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของตน
17.
คิดว่าชีวิตไม่มีค่าหากขาดเพศสัมพันธ์
การพบว่ามีข้อใดข้อหนึ่งใน 17 ข้อดังกล่าวก็ถือว่าท่านเริ่มเข้าสู่โรคติดเพศสัมพันธ์แล้ว
การดูแลและแก้ไข
1.
เก็บความลับนี้ไว้กับตนเอง ถ้าพฤติกรรมดังกล่าวยังอยู่ในช่วงของจินตนาการโดยไม่ทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหายเพราะเมื่ออายุมากขึ้นอาการดังกล่าวอาจหายเป็นปกติได้
2.
แจ้งแก่พ่อแม่หรือภรรยาทราบเพื่อจะได้คอยช่วยเหลือ เพราะพบว่าโรคนี้เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาครอบครัว
ถ้าทุกคนเข้าใจและคอยให้กำลังใจช่วยเหลือแทนที่จะซ้ำเติมจะทำให้ผู้ป่วยคลายเครียด
เข้าใจตนเองและปรับปรุงพฤติกรรมตอนเองได้
3.
พบนักเพศบำบัดหรือจิตบำบัดเพื่อให้คำปรึกษาและอาจมีการจัดกลุ่มบำบัดโดยการรวบรวมคนที่มีลักษณะคล้ายกันมาเพื่อปรึกษาหารือกัน
แต่ต้องระวังการทำเช่นนี้อาจทำให้พฤติกรรมดังกล่าวยิ่งเป็นมากขึ้นได้
4.
ศึกษาศาสนา เพราะคำสอนในศาสนาทุกศาสนามักบ่งบอกถึงลักษณะการดำรงอยู่ของชีวิต
ชี้ทางที่ถูกละเว้นทางผิด
5.
พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเพศบำบัดหรือจิตแพทย์ เพื่อนรับยาต้านฮอร์โมนเพศ เช่น
พบว่ายา Medroxy progesterone acetate สามารถลดความต้องการทางเพศในเพศชายได้
ในขณะเดียวกัน ยาต้าน androgen เช่น Cyproterone ช่วยลดความต้องการทางเพศในเพศหญิงได้
บทสรุป
โรคติดเพศสัมพันธ์เป็นภาวะความผิดปกติชนิดหนึ่ง
ซึ่งได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลาย การทราบถึงการวินิจฉัย
และวิธีการแก้ไขอาจช่วยทำให้ผู้ที่มีความผิดปกติได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที
ทำให้ลดปัญหาความประพฤติทางเพศที่ไม่เหมาะสม และปัญหาครอบครัว ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในสังคมต่อไป
ปัญหาที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร
บทนำ
จากการศึกษาต่างมีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าวัยรุ่นไทยมีแนวโน้มที่จะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเร็วขึ้น
อายุเฉลี่ยของการมีเพศสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 15-18 ปี
(ขึ้นอยู่กับกลุ่มประชากรที่ใช้ศึกษา)
สัดส่วนของวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น (11-12)
ปีก็มีแนวโน้มสูงขึ้น
การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยจะทำให้เกิดผลต่อพฤติกรรมทางเพศที่ตามมาก็คือการมีเพศสัมพันธ์ที่เป็นไปเพื่อความพึงพอใจทางเพศโดยไม่ต้องคำนึกถึงเรื่องของความรักและความรับผิดชอบหรือที่เรียกว่า
ความสำส่อนทางเพศ (Sexual promiscuity) นอกจากนั้นยังมีผลที่จะทำให้เกิดเพศพาณิชย์ (Comercial
sex) ซึ่งทั้ง2เรื่องที่จะมีผลต่อความมั่นคงของสถาบันครอบครัวในระยะยาวเพราะจะทำให้มีปัญหามีลูกโดยไม่พร้อม
การมีเพศสัมพันธ์นอกครอบครัว เป็นต้น ดังนั้นปัญหาทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นจึงไม่ใช่แค่เพียงเรื่องการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์
การทำแท้งและปัญหาโรคเอดส์เท่านั้น สาเหตุที่สำคัญของปัญหานี้ก็คือวัยรุ่นไทยมีการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาผิดๆ
โดยส่วนใหญ่จะได้รับจากสื่อทุกรูปแบบที่มุ้งเน้นการกระตุ้นทางเพศและให้ความรู้ตลอดจนค่านิยมผิดๆ
เช่น การมีเพศสัมพันธ์เพียงเพื่อแสวงหาความพึงพอใจ
การปลดปล่อยความต้องการทางเพศโดยไม่ต้องการควบคุมหรือกระทั่งเป็นแบบกามวิตถาร
คุณค่าของคนอยู่ที่ความดึงดูดใจทางเพศ (โดยเฉพาะโฆษณาต่างๆ) วัยรุ่นเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่โดยมีค่านิยมทางเพศผิดๆ
มาโดยตลอดในมุมกับสถาบันสังคมที่ตอบสนองความต้องการเพศศึกษาให้วัยรุ่นและส่งเสริมค่านิยมทางเพศที่ดีกลับมีแต่ความอ่อนแอ
อ่อนล้าและไม่สามารถเข้าถึงวัยรุ่นได้ ปัญหาทางเพศในวัยรุ่นจึงนับจะรุนแรงขึ้นโดยตลอดความจำเป็นเร่งด่วนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นที่การสร้างความรู้
เจตคติและทักษะชีวิตที่จำเป็นให้กับวัยรุ่นเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันในเรื่องเพศ
โดยมีรูปแบบที่เข้าถึงวัยรุ่นไม่ว่าจะเป็นละคร talk ของวัยรุ่น
การสอนเพศศึกษาในโรงเรียนโดยเน้น Participatory approach กิจกรรมนอกหลักสูตรที่สนับสนุนให้ผู้นำวัยรุ่นเป็นผู้นำในการสร้างทัศนคติในสังคม
ฯลฯ ทั้งนี้ต้องควบคุมไปกับปัจจัยทางลบ การจัดประเภทและสื่อควบคุมที่มีสาระทางเพศ
ทั้งหนังสือ ภาพยนตร์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ อย่างได้ผล การดำเนินการดังกล่าวจะต้องดำเนินอย่างจริงจังและถือว่าเป็นสงครามอย่างหนึ่งที่ทุกคนจะต้องเข้าไปต่อสู้ด้วยเพื่ออนาคตของสังคมไทย
การที่วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
มักก็ให้เกิดปัญหาทางเพศต่างๆ มากมายดังนี้
1.ปัญหาตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์
ส่วนใหญ่การมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นมักเกิดจากความไม่ตั้งใจ ขาดการวางแผนทำให้วัยรุ่นไม่มีการคุมกำเนิด
ผลที่ตามมาคือการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์และผลกระทบอื่นๆ ที่ตามมา คือ ปัญหาครอบครัว
เมื่อวัยรุ่นเกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ผู้ที่เดือดร้อนมากคือฝ่ายหญิงและครอบครัว
ถ้าครอบครัวฝ่ายหญิงเข้าใจความผิดพลาดและให้อภัยก็จะช่วยปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจของวัยรุ่นหญิงได้แต่ถ้าไม่ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้
เช่น การทำแท้ง การทอดทิ้งบุตร เป็นต้น ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดปัญหาสังคมได้
1.1 ปัญหาทางด้านจิตใจและอารมณ์ วัยรุ่นที่มีปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ มักจะมีความรู้สึกว่าตนทำผิดเกิดความละอายใจและวิตกกังวลว่าคนอื่นจะรู้คิดถึงฝ่ายชายจะรับผิดชอบหรือไม่พ่อแม่จะคิดอย่างไร
ทำให้เก็บตัวเกิดความเศร้าโศกรู้สึกเครียดแต่สิ่งเหล่านี้จะลดน้อยลงได้ถ้าคนในครอบครัวยอมรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นและให้อภัย
1.2 ปัญหาทางสังคม
1.3 การทำแท้งผิดกฎหมาย
1.4 วัยรุ่นที่รับไม่ได้อาจคิดฆ่าตัวตาย
1.5 เรียนไม่จบ
1.6 การทอดทิ้งเด็กทารกไว้ตามโรงพยาบาลหรือสถานที่ต่างๆ
1.7 การเลี้ยงดูกำพร้าของสถานสงเคราะห์ต่างๆ
1.8 การทารุณเด็กจากมารดาที่ไม่ต้องการมีบุตร
1.9 คุณภาพของประชากรต่ำ
2. ปัญหาโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ปัจจุบันการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นนับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และในการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นนั้นจากการสำรวจมูลนิธิผู้หญิงร่วมกับสำนักวิจัยเอแบคโพล
พบว่าร้อยละ 72.9 วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์กับแฟนหรือคู่รัก ร้อยละ48.9
ยอมรับว่าเคยมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการและเกือบร้อยละ50 ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับแฟนของตนเองแต่จะใช้ถุงยางอนามัยกับเพื่อนต่างสถาบันและหญิงบริการ
(อ้างอิงจากศูนย์ข่าวผู้หญิง,2540 ) จากการสำรวจทำให้เห็นถึงปัญหาที่อาจจะเกิดกับวัยรุ่นหญิง
คือ ความเสี่ยงต่อการติดโรคเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และปัญหาการตั้งครรภ์อันเนื่องมาจากวัยรุ่นชายส่วนใหญ่
ไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยกับคนรักของตนเองเพราะคิดว่าปลอดภัยมีอัตราเสี่ยงต่ำและคิดว่าการใช้ถุงยางอนามัยให้ความรู้สึกทางเพศลดลง
กระบวนการร่วมเพศไม่ต่อเนื่อง สถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทยในเดือนมกราคม 2544
มีจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีอาการ 61.703 ราย
เสียชีวิตแล้ว 6,416 ราย และมีจำนวนผู้ป่วย ทั้งสิ้น 162,813
ราย เสียชีวิตแล้ว 38,634 ราย (กองระเบิดวิทยาสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
, 2544) จากการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้หญิงเป็นผู้ที่ต้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยที่ฝ่ายชายเป็นผู้นำความเสี่ยงมาให้
จะเห็นได้ว่าการมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมของวัยรุ่นก่อให้เกิดปัญหามากมาย ทั้งปัญหาที่เกิดกับตัววัยรุ่นเอง
คือ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การตั้งครรภ์ การติดโรคต่างๆ เป็นต้น และปัญหาที่เกิดขึ้นกับครอบครัวและสังคมซึ่งปัญหาทั้งหมดเป็นผลมาจากพฤติกรรมของวัยรุ่น
แต่ก็เป็นปัญหาที่ทุกคนสามารถแก้ไขและป้องกันได้โดยการสร้างค่านิยมทางเพศที่เหมาะสมโดยวัยรุ่นหญิงควรรู้จักรักนวลสงวนตัว
รู้จักการปฏิเสธต่อรองในการมีเพศสัมพันธ์และสำหรับวัยรุ่นในสังคมควรสร้างค่านิยมให้วัยรุ่นชายได้รู้จักการให้เกียรติผู้หญิงและไม่ฉวยโอกาส
การสร้างค่านิยมดังกล่าวจะช่วยป้องกันไม่ให้วัยรุ่นหญิงตกเป็นเหยื่อพฤติกรรมที่สำส่อนและความไม่รับผิดชอบของวัยรุ่นชายบางคนได้
การป้องกันปัญหาที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การป้องกันปัญหาที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด
คือ การป้องกันไม่ให้เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรซึ่งสามารถทำได้ดังนี้
1. รู้จักปฏิเสธ
เมื่อเราถูกคุกคามทางเพศ ต้องพูดดังๆว่า "อย่า" พร้อมกับแสดงท่าทีไม่พอใจ
หากเราพูดเบาๆ ในลำคออาจเข้าใจว่าเราไม่ปฏิเสธ
2. ลุกหนีทันทีขณะที่เราพูดปฏิเสธต้องอย่าอยู่เฉยควรลุกหนีจากตรงนั้นทันที
3. ต้องมีสติหากไปเที่ยวกับเพศตรงข้าม
ไม่ควรดื่มเหล้าหรือสารเสพติดเพราะจะทำให้เราขาดสติและไม่สามารถควบคุมตนเองได้
4. ไปในที่ปลอดภัย
ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนควรอยู่ในที่ที่เรามองเห็นเพื่อนคนอื่นๆ และไปในสถานที่ที่ไม่เสี่ยงต่อการเกิดเพศสัมพันธ์ได้
5. วางแผนและตัดสินใจ
ควรคิดตัดสินใจไว้ก่อนว่าเราพร้อมที่จะใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามแค่ไหนในเมื่อเรายังไม่พร้อมที่จะมีเพศสัมพันธ์
เช่น ถ้าแฟนขอจับมือเราจะยอมหรือไม่ เป็นต้น การป้องกันตนเองจากการถูกข่มขืน ควรปฏิบัติดั้งนี้
5.1 ไม่ควรแต่งกายยั่วยวนอารมณ์ชาย เช่น การแต่งวับๆแวมๆ
ใส่เสื้อสายเดี่ยว นุ่งกระโปรงสั้นเกินไป เป็นต้น ควรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่รัดกุม
เรียบร้อย ตามสมัยนิยมและถูกกาลเทศะ
5.2 ไม่ควรเดินในที่เปลี่ยวเวลากลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามซอยเปลี่ยวแต่ถ้าจำเป็นจะต้องไปควรมีเพื่อนไปด้วยและควรเดินด้วยท่าทางมั่นใจ
คอตั้งตรง ไม่ควรเดินก้มหน้าหรือแสดงความหวาดกลัวเพราะอาจจะเป็นเป้าหมายให้ผู้ขมขืนสนใจ
5.3 เมื่อรู้สึกตัวว่ามีใครเดินตามมาข้างหลัง
ควรพยายามเปลี่ยนเส้นทางเดินหรือเดินเข้าไปยังสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน
5.4 งดไปงานกลางคืน เช่น งานเลี้ยงสังสรรค์ เป็นต้น ถ้าจำเป็นควรแจ้งให้ทางบ้านทราบว่าไปไหนกับใครและจะกลับเมื่อใด
สิ่งที่สำคัญเวลากลับควรให้คนที่ไว้ใจได้ไปรับ เช่น พ่อ พี่ เป็นต้น
5.5ไม่ควรขึ้นรถไปไหนกับคนแปลกหน้าหรือเมื่อมีคนแปลกหน้ามาจอดรถชวนคุยด้วยให้หลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาดเพราะอาจถูกฉุดขึ้นรถไปได้
5.6 ไม่ควรรับอาหารหรือขนมจากคนแปลกหน้าเพราะอาจถูกมอมยาไปทำมิดีมิร้ายได้
5.7 ควรฝึกศิลปะการป้องกันตัวเองไว้บ้าง เช่น ยูโด เทควันโด เป็นต้น
5.8 ให้พกพาสิ่งของที่สามารถใช้พกพาเป็นอาวุธสำหรับป้องกันตัวเองได้
เช่น กระปุกพริกไทย เป็นต้น เพื่อใช้ป้องกันตัวเองและทำให้มีเวลาหนีได้ เมื่อตกในสถานการณ์ขับขัน
ควรปฏิบัติดังนี้
5.8.1 ตั้งสติอย่าตกใจกลัว จับตามองคนร้ายอย่าให้คลาดสายตา
5.8.2 หากเป็นคนที่เรารู้จักพยายามพูดให้ข่มขืนรับรู้ความรู้สึกของเราว่าไม่ชอบ
5.8.3 ในกรณีที่เป็นคนแปลกหน้า พยายามจดจำหน้าของคนร้ายให้ได้
5.8.4 หากยังไม่ถูกประชิดตัวควรตะโกนดังๆ ให้คนช่วยหรือทำให้คนร้ายเกิดความอับอาย
5.8.5 พยายามหาทางออกจากที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุดและให้คนที่อยู่บริเวณนั้นช่วยเหลือ
(แหล่งที่มา http:// www.geocities.com )
ในปัจจุบันสังคมของประเทศก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์
ข้อมูลข่าวสารของโลกสมัยใหม่แพร่กระจายสู่สังคมต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วทำให้อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกได้ครอบงำวิถีชีวิตของวัยรุ่นไทยจำนวนไม่น้อยทั้งในด้านการรับประทานอาหารฟาสท์ฟูด
การแต่งกาย การคบเพื่อนต่างเพศ
สังคมของวัยรุ่นไทยกลายเป็นสังคมบริโภคที่แทบจะไม่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศเด็กและเยาวชนถือเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต
แต่ในสภาพสังคมไทยปัจจุบันมีปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลกระทบที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กและเยาวชนไทย พฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นในปัจจุบันนี้ออกนอกกรอบดั้งเดิมมากขึ้นทุกที
เช่น การเลือกคู่ครอง จะถือเอาความรักเป็นสำคัญไม่ชอบการคลุมถุงชน
การคบเพื่อนต่างเพศเป็นไปอย่างอิสรเสรีเพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องน่าละอาย หญิงสาวให้ความสำคัญในการครองตัวเป็นหญิงพรหมจรรย์ถึงวันแต่งงานน้อยลงประกอบกับความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องในเรืองเพศทำให้วัยรุ่นมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม
เช่น การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การสำส่อนทางเพศ การเบี่ยงเบนทางเพศ เช่น การรักร่วมเพศ
เป็นต้น และเกิดปัญหาต่างๆตามมา เช่น การเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์และปัญหาการทำแท้ง
สาเหตุของปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันอันควร
1. ปัจจัยด้านพันธุกรรม
พัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจของวัยรุ่น การเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะฮอร์โมนในร่างกายมีผลกระตุ้นให้มีความสนใจกับเพศตรงข้าม
รวมทั้งแรงขับตามธรรมชาติที่ทำให้ใคร่รู้ใคร่ลองในเรื่องเพศ จนทำให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั่งใจขึ้น
2. เริ่มต้นตั้งแต่การแต่งตัวที่เปิดเผยมากเสื้อที่เปิดให้เห็นเนินอกมากเกินไป
เสื้อที่เปิดสะดือ กางเกงที่รัดมากเกินไปเน้นส่วนสัดชัดเจนเกินไป
3. วัยรุ่นขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเพศ
โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่มีแฟนหรือคนรักหากไม่รู้จักการปฏิเสธเมื่อถูกขอ
มีค่านิยมสมัยใหม่ที่ผิดๆเกี่ยวกับเรื่องเพศ คือ เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติและการมีเพศสัมพันธ์กันตามกระแสวันสำคัญ
4. การอยู่หอพัก อยู่ห่างจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง
การเที่ยวในสถานเริงรมย์ การเที่ยวงานปาร์ตี้ การเที่ยวต่างจังหวัด มีการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และการใช้สารเสพติดจนทำให้ขาดสติ
5. การอยู่ด้วยกันสองต่อสองระหว่างชายหญิงในที่ลับตาคนและในบรรยากาศที่จะนำไปสู่การมีเพสสัมพันธ์ได้
6. สถาบันครอบครัวและศาสนาที่ปัจจุบันได้อ่อนแอลง
เด็กได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวน้อยจากที่พ่อแม่ต้องวุ่นกับการทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงลูกหรือบางครอบครัวพ่อแม่มีปัญหาหย่าร้างต้องแยกทางกันทำให้เด็กต้องออกไปหาความอบอุ่นจากเพื่อนและแฟนซึ่งถือเป็นเรื่องเสี่ยงที่ทำให้เด็กกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมได้ นอกจากนี้เด็กในยุคปัจจุบันยังห่างไกลวัดไม่เคยไปทำบุญไหว้พระ
เด็กจึงไม่รู้จักสิ่งผิดชอบชั่วดีเพราะขาดสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ
7. เรื่องเพศได้ถูกนำเสนอออกมาทางสื่อต่างๆ
จำนวนมาก ซึ่งยังไม่นับรวมกับสื่อลามกที่มีอยู่เกลื่อนหาซื้อได้ง่ายทำให้เด็กวัยรุ่นเข้าถึงเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น
8. สภาพสังคมที่ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า
ผู้ชายหมกมุ่นและมีความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้นจากสิ่งยั่วยุต่างๆ
ทำให้ต้องมาลงกับเพศหญิงจนเป็นเหตุให้เกิดการคุกคามทางเพศ รุมโทรมและการข่มขืน จากประเด็นนี้ทำให้ผู้ชายเกิดการเรียกร้องจากฝ่ายหญิงซึ่งจะเป็นเหตุที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนเวลาอันควร
9. ปัญหาการขาดการอบรมกล่อมเกลาขาดความใกล้ชิดสนิทสนม
ทั้งจากครอบครัวทั้งจากสังคมแวดล้อมจากสังคม เช่น สนามกีฬา ที่ออกกำลังกายไม่มี
ที่พักผ่อนหย่อนใจไม่มี ที่จัดกิจกรรมต่างๆ ตามความสนใจไม่มีโดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ ไม่มีสิ่งเหล่านี้
ด้านครอบครัว เช่น พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก ไม่เคยใกล้ชิดลูก
ไม่เคยแนะนำกล่อมเกลาหรือเป็นตัวอย่างที่ดี
เหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานของการขาดความสัมพันธ์สืบเนื่องกัน
ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นการสืบทอดความคิด ความเชื่อ ประเพณี
แนวปฏิบัติต่อตนเองและสังคม
10. สภาพแวดล้อม เด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีพบเห็นสิ่งที่ไม่ดี
เช่น การเห็นคนรอบข้างหรือเห็นคนที่อยู่ในชุมชนเดียวกันมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยก็จะเอาเป็นเยี่ยงอย่างและการเห็นบ่อยๆ
จนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาเด็กก็จะมีค่านิยมที่ผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศ
11. สื่อต่างๆ การได้รับสื่อที่ยั่วยุ
ส่งเสริมการมีพฤติกรรมทางเพศ เรื่องเพศได้ถูกนำเสนอออกมาทางสื่อต่างๆจำนวนมากซึ่งยังไม่นับรวมกับสื่อลามกที่มีอยู่เกลื่อนหาซื้อได้ง่ายทำให้เด็กวัยรุ่นเข้าถึงเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น
12. การเลียนแบบพฤติกรรมตามกระแสตะวันตก
อาทิ การจับคู่อยู่กิน การทำสถิตินอนกับผู้ชาย การมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อน
13. วัยรุ่นมักหลงอยู่กับวัตถุนิยมมากเกินไปและชอบตามเพื่อน
เมื่อตัวเองไม่ได้ก็ต้องไขว่คว้าหาวิธีการที่จะได้สิ่งของที่ตนเองต้องการวัยรุ่นก็ต้องหาวิธีการที่จะได้สิ่งของนั้นมาให้ได้เร็วที่สุด
นั่นคือการมีเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ยอมเสียตัวเพื่อแลกกับการได้เงิน
โทษของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร
1. ท้องและแท้ง
ยิ่งในวัยเรียนการได้รับปริญญาใจก่อนกำหนด 4 ปีการศึกษานั้น
มันทำลายชีวิตมาก มีน้อยคนที่จะทนอุ้มท้องไปนั่งร่วมชั้นเรียนกับเพื่อนและเชื่อเลยว่าคงไม่มีสถานศึกษาใดสนับสนุนด้วย
เมื่อชีวิตของการเป็นแม่เริ่มต้นขึ้น ความพร้อมสำหรับทารกน้อยๆย่อมคลุกคลัก ปัญหาปากท้องและสังคมก็จะตามมาทีหลัง
ส่วนใครที่ไม่เกรงต่อบาปยืนยันว่าฉันจะทำแท้งนั่นก็เท่ากับว่าทำร้ายตัวเองไปเสียแล้ว
แต่ถ้ามั่นใจว่า “ ฉันไม่ท้องหรอกย่ะ ป้องกันดี ” จากการวิจัยระบุว่าแม้จะมีการใช้ถุงยางอนามัยก็ยังมีโอกาสพลาดได้สูงถึง 21% เนื่องจากคุณภาพของถุงยางเสื่อมหรือใช้ไม่ถูกต้องและการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็มีโอกาสพลาดได้สูงถึง5%
2. ซึมเศร้า
เพราะวัยรุ่นยังไม่ใช่วัยที่จะตั้งรากปักฐานกับใครผู้ใดยังเป็นวัยแห่งการแสวง
เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนคู่นอนจึงเกิดเสมอๆ
การซึมเศร้าที่เกิดจากขาดความรักที่ยั่งยืนอาจเกาะกินหัวใจคนเราได้
3. ติดโรค
อันนี้น่ากลัวนะครับอย่างที่บอกในข้อ 2 ว่าวัยรุ่นเป็นเพียงวัยแสวงหาน้อยคนนักที่จะพบรักแท้ยืนยาวเหมือนชีวิตคู่ผู้ใหญ่
การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆย่อมเกิดโรคตามมาแม้จะป้องกันก็ตาม
4. อาจทำให้เรียนซ้ำชั้นได้
เพราะมุ่งมั่นทำแต่คะแนนรักไม่สนใจการเรียน
5. เป็นขี้ปากชาวบ้าน
โดยเฉพาะพวกขี้อิจฉาโดนนินทาว่าเสียตัวแล้วบ้าง เปลี่ยนแฟนอีกแล้ว
โดนแฟนทิ้งอีกแล้วบ้าง สำหรับผู้ชายก็อาจจะเป็นที่รังเกียจของสาวดีๆ โดยข้อหานักล่าผู้หญิงหรือนักล่าพรหมจรรย์
6. เกิดการหมิ่นเกียรติกันและกันระหว่างชายหญิง
ต่างฝ่ายมองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงตัวสนองความใคร่ไม่มีรักแท้จีรังก่อนที่จะรู้จักกันอย่างแน่นอนเราอาจจะมองเขาในแง่อื่นไปเสียแล้ว
7. ถูกหลอกซ้ำซาก
เพราะเคยปล่อยตัวและใจให้คนก่อนและความต้องการรักแท้
เพราะฉะนั้นคำว่ารักก็อาจจะกลายเป็นแค่ตะขอเบ็ดเกี่ยวเยื่อเท่านั้น
8. ใคร่มากกว่ารัก
วัยรุ่นอาจจะต้องการมีเพศสัมพันธ์มากกว่ารักและเข้าใจคำว่ารักผิดไป
สุดท้ายส่งผลให้ไม่เข้าใจกันในที่สุด
9. ผิดหวังในรัก
เมื่อคนดีที่เหมาะกับเราเข้ามาในชีวิตเมื่อเขารู้เรื่องราวในอดีตก็อาจจะหลีกหายไปได้หรือเราเองอาจจะรู้สึกผิดกับอดีตไม่กล้าสู้หน้าเขาหรือเธอคนนั้น
จนกลายเป็นคำว่า เธอดีเกินไป หรือเธอไม่คู่ควรกับฉัน เพราะเธอมันช่ำชอง
ไม่น่าไว้วางใจ
10. สร้างความร้าวฉานในชีวิตคู่
เรื่องราวในอดีตไม่สามารถลบมันได้ แม้เราจะพยายามลืมไปเท่าไหร่ก็ตาม
เมื่อคู่ชีวิตล่วงรู้อดีตกาลของเราย่อมเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ
ชีวิตคู่จะมีความสุขได้อย่างไร แก้วเริ่มร้าวไม่นานก็แตก
และไม่อาจประกอบได้ดั่งเดิม
การป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร
1. เรียนรู้ถึงความคิดต่างกันของหญิงชายในเรื่องเพศ
ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์ได้โดยไม่มีความรัก
ขณะที่ผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์เพราะความรัก
ผู้ชายมองการมีเพศสัมพันธ์ว่าเป็นการหาความสุขร่วมกันและไม่ต้องผูกพัน
ขณะที่ผู้หญิงเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับชายใดจะต้องการมีความผูกพันกับชายคนนั้น
หลังจากมีเพศสัมพันธ์ ผู้ชายไม่ได้คิดว่าจะต้องมีความผูกพันอะไรต่อไป
ขณะที่ผู้หญิงคิดว่าเมื่อมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว เธอจะต้องมีความผูกพันกับชีวิตเขา
จึงเรียกความรับผิดชอบจากผู้ชาย ความตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างชายหญิง
จะเป็นการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่คาดคิด ซึ่งจะนำปัญหาต่างๆ
มากมายที่ยากแก่การแก้ไข
2. วัยรุ่นชายควรคิดเสมอว่าวัยรุ่นหญิงเป็นเพศเดียวกับแม่
พี่น้อง ควรช่วยเหลือและให้เกียรติ
3. ควรหลีกเลี่ยงการถูกเนื้อต้องตัว
เพราะอาจนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่คาดคิดได้
4. ควรหลีกเลี่ยงการไปพักค้างคืนร่วมกันเป็นหมู่คณะ
หรือตามลำพังโดยไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล
5. ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ด้วยกันตามลำพังในที่ลับตาคน
6. ควรหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่เปลี่ยว
โรงแรมและสถานเริงรมย์ทุกรูปแบบ
7. ควรหลีกเลี่ยงการมีนัดหมายกับเพศตรงข้ามในยามวิกาล
8. ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสารเสพติดทุกชนิด
9. วัยรุ่นหญิงควรแต่งกายเรียบร้อยและมิดชิด
ไม่ควรแต่งกายในลักษณะที่ยั่วยุให้ผู้พบเห็นเกิดอารมณ์ทางเพศ เช่น เสื้อสายเดี่ยว
เสื้อเกาะอก กระโปรงสั้นและกางเกงรัดรูปเกินไป
10. หลีกเลี่ยงการคบเพื่อนหรือออกเที่ยวกับเพื่อนต่างเพศที่ไม่รู้จักดีพอ
11. ควรหลีกเลี่ยงการออกเที่ยวหรือเดินทางในยามวิกาลหรือการเดินทางในที่เปลี่ยว
12. วัยรุ่นชายหญิงควรวางตัวต่อกันอย่างสุภาพให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ไม่ควรมีการล่วงเกินทางเพศ หรือวางตัวสนิทสนมใกล้ชิดเกินไป
13. การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง
ในสถานการณ์ที่เหมาะสม (การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง
ใช้เป็นไม้ตายสุดท้าย ควรทำในที่ลับ และอย่าพร่ำเพรื่อจนเกินไป