1. ความหมายของค่านิยมและค่านิยมทางเพศ
ความหมายทั่วไปของค่านิยมมีผู้รู้หลายท่านได้ให้ความหมายไว้ดังนี้
ค่านิยม มาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “ Value ” และมาจากคำสองคำคือ “ ค่า ” และ “ นิยม ” เมื่อคำสองคำมารวมกันจะแปลว่า การกำหนดคุณค่า คุณค่าที่เราต้องการทำให้เกิดคุณค่า
คุณค่าดังกล่าวนี้มีทั้งคุณค่าแท้และคุณค่าเทียม ซึ่งคุณค่าแท้เป็นคุณค่าที่สนองความต้องการในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ส่วนคุณค่าเทียม หมายถึง คุณค่าที่สนองความต้องการอยากเสพสิ่งปรนเปรอชั่วคู่ชั่วยาม
(เกศรารักชาติ, 2537)
ค่านิยม หมายถึง ทัศนะของคนหรือสังคมที่มีต่อสิ่งของ
ความคิดและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปรารถนา คุณค่าและความถูกต้องของสังคมนั้นๆ
เช่น ชาวอเมริกันถือว่าประชาธิปไตยมีค่าสูงสุดควรแก่การนิยมควรรักษาไว้ด้วยชีวิต อเมริกันรักอิสรเสรีภาพและความก้าวหน้าในการงานส่วนค่านิยมของคนไทยหรือคนตะวันออกโดยทั่วไปนั้นแตกต่างจากค่านิยมในอเมริกันหรือคนตะวันตก
เช่น คนไทยถือว่าความสงบสุขทางจิตใจและการทำบุญให้ทานเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา
การเคารพเชื่อฟังบิดามารดาและการกตัญญูรู้คุณเป็นสิ่งที่ควรยกย่อง (ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์,2543)
ค่านิยม หมายถึง
สิ่งที่บุคคลพอใจหรือเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าแล้วยอมรับไว้เป็นความเชื่อหรือความรู้สึกนึกคิดของตนเอง
ค่านิยมจะสิงอยู่ในตัวบุคคลในรูปของความเชื่อตลอดไปจนกว่าจะพบกับค่านิยมใหม่ซึ่งตนพอใจกว่าก็จะยอมรับไว้เมื่อบุคคลประสบกับการเลือกหรือเผชิญกับเหตุการณ์และต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าจะนำค่านิยมมาประกอบการตัดสินใจทุกครั้งไป
ค่านิยมจึงเป็นเสมือนพื้นฐานแห่งการประพฤติปฏิบัติของบุคคลโดยตรง (ศรีนวล
พลูเลิศ,2549)
ค่านิยม หมายถึง
สิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเป็นสิ่งมีค่าน่ายกย่อง
(สุพัตรา
สุภาพ อ้างในอรณี ชุนหบดี และลำเจียกกำธร,2549)
ค่านิยม หมายถึง
ความรู้สึกรวมที่คนมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นสิ่งที่บุคคลแสดงความรู้สึก
ความพอใจ ทัศนคติและความต้องการที่บุคคลมีต่อเรื่องหนึ่งๆ
และพร้อมที่จะแสดงออกเพื่อตอบสนองต่อความเชื่อหรือค่านิยมนั้น บุคคลจะขัดขวางหรือต่อต้านการกระทำที่ขัดต่อค่านิยมที่เขามีอยู่
ค่านิยมจึงเป็นแหล่งที่มาของพฤติกรรมบุคคลทั้งทางบวกและทางลบ (เพ็ญแข ประจนปัจจานึกและอ้อมเดือน
สดมณี อ้างในอรณี ชุนหบดีและลำเจียก กำธร,2549)
โดยสรุปค่านิยม หมายถึง
ความรู้สึกโดยรวมต่อเรื่องในเรื่องหนึ่งเป็นสิ่งที่บุคคลหรือสังคมยอมรับเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า
เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม น่ายกย่องและควรปฏิบัติเป็นสิ่งที่บุคคลในสังคมนั้นๆ ยืดถือและช่วยในการตัดสินใจเลือกที่จะกระทำหรือไม่กระทำต่อสิ่งนั้นๆ
ความสำคัญของค่านิยม
ค่านิยมมีความเกี่ยวพันกับวัฒนธรรม
ค่านิยมบางอย่างได้สร้างแก่นของวัฒนธรรมนั่นเอง เช่น ค่านิยมเรื่องรักอิสรเสรีของสังคมไทยทำให้คนไทยมีพฤติกรรมที่ทำอะไรตามใจคือไทยแท้
เพราะฉะนั้นค่านิยมจึงมีความสำคัญมากและมีผลกระทบถึงความเจริญหรือความเสื่อมของสังคม
กล่าวคือ สังคมที่มีค่านิยมที่เหมาะสมและถูกต้อง เช่น ถ้าสังคมใดยึดถือค่านิยมเรื่องความซื่อสัตย์ความขยัน
หมั่นเพียร ความเสียสละหรือความสามัคคี สังคมนั้นย่อมจะเจริญก้าวหน้าแน่นอนแต่ในทางกลับกันถ้าสังคมใดมีค่านิยมที่ไม่สนับสนุนความเจริญ
เช่น ค่านิยมที่เชื่อเรื่องโชคชะตาก็จะก่อให้เกิดพฤติกรรมไม่กระตือรือร้นหรือเฉื่อยชาซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการพัฒนา
อิทธิพลของค่านิยมต่อตัวบุคคล
ค่านิยมไม่ว่าจะเป็นของบุคคลหรือค่านิยมของสังคมจะมีอิทธิพลต่อตัวบุคคลดังนี้
1.
ช่วยให้บุคคลตัดสินใจว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก ดีหรือไม่ดี มีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่า
ควรทำหรือไม่ควรทำ
2.
ช่วยให้บุคคลในการกำหนดท่าทีของตนต่อเหตุการณ์ที่ตนต้องเผชิญ
3.
ช่วยสร้างมาตรฐานและแบบฉบับจากการประพฤติปฏิบัติของบุคคล
4. มีอิทธิพลเหนือบุคคลในการเลือกคบหาสมาคมกับบุคคลอื่น
และเลือกกิจกรรมทางสังคมซึ่งตนจะต้องเข้าไปร่วมด้วย
5. ช่วยให้บุคคลกำหนดความคิดและแนวทางปฏิบัติ
6. ช่วยเสริมสร้างหลักศีลธรรม
ซึ่งบุคคลจะใช้ในการพิจารณาการกระทำของตนอย่างมีเหตุผล
ค่านิยมทางเพศ
ค่านิยมทางเพศ มีผู้ให้ความหมายไว้หลายประการดังต่อไปนี้
ค่านิยมทางเพศ หมายถึง เรื่องที่ประกอบด้วยเรื่องเกี่ยวกับเพศ
พฤติกรรมทางเพศและการแสดงออกทางเพศ (Fogel &
Lauver , 1990)
ค่านิยมทางเพศ หมายถึง
ความคิดเห็น ความเชื่อต่อพฤติกรรมทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์ในลักษณะต่างๆได้แก่ พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรส
การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส การมีเพศสัมพันธ์กับหญิงทั่วไป
หญิงบริการของชายที่แต่งงานแล้วและพฤติกรรมรักร่วมเพศของหญิงและชาย
(มาลี สบายยิ่ง,2545)
ค่านิยมทางเพศ หมายถึง
เรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อ ความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการเลือกคู่รัก การมีคู่รัก
การถูกเนื้อต้องตัวระหว่างหญิงชาย การคุมกำเนิด การยอมรับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน
ระบบความเชื่อและพฤติกรรมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศและความสัมพันธ์ของชายหญิงในครอบครัว
(แสงอำพา บำรุงธรรม อ้างในอรณี ชุนหบดีและลำเจียก กำธร, 2549)
ค่านิยมทางเพศ หมายถึง
ความเชื่อและความคิดเห็นต่อการแสดงออกถึงบทบาทหญิงชายในครอบครัว ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างหญิงกับชาย
การต่อรองทางเพศ ความพึงพอใจทางเพศ การแสดงออกทางเพศและพฤติกรรมทางเพศ (พิมพ์วัลย์
บุญมงคล,2542)
โดยสรุปค่านิยมทางเพศ หมายถึง
ความคิด ความเชื่อทางด้านเพศ
ความคิดและความเชื่อต่อพฤติกรรมทางเพศต่อบทบาทการแสดงออกทางเพศของบุคคลซึ่งความคิดและความเชื่อทางด้านเพศ
ด้านพฤติกรรมทางเพศและด้านการแสดงออกทางเพศเหล่านี้อาจมีทั้งทางบวกและทางลบ
2.
ความหมายของพฤติกรรมทางเพศ
พฤติกรรมทางเพศ
(sexual behavior)
พฤติกรรมทางเพศ หมายถึง
การแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศที่ปรากฏให้เห็นได้ในวัยเด็ก เช่น การเล่นสัมผัสและสำรวจอวัยวะเพศ
การเรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับเรื่องเพศ การเลียนแบบพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ
การแสดงความสงสัยและถามคำถามเรื่องเพศ รวมถึงพฤติกรรมบางอย่าง เช่น
การอยากเห็นคนเปลือยหรืออยากเปลือยให้ผู้อื่นเห็น
การแสดงพฤติกรรมทางเพศในวัยเด็กเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายประการทั้งพัฒนาการด้านร่างกาย
อารมณ์ สังคมและการเรียนรู้ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน
บางพฤติกรรมเป็นเรื่องธรรมชาติที่เด็กจะต้องผ่านการเรียนรู้อย่างเหมาะสม
ขณะที่บางพฤติกรรมอาจเป็นปัญหาหากไม่อยู่ในขอบเขตที่ควรหรือไม่ได้รับการเรียนรู้และทำความเข้าใจอย่างถูกต้องตั้งแต่เล็กจนถึงวัยรุ่น
เด็กแต่ละคนจะแสดงออกซึ่งพฤติกรรมทางเพศในรูปแบบที่ต่างกันออกไป
บ่อยครั้งที่ผู้ปกครองสามารถสังเกตได้ว่าเด็กแสดงพฤติกรรมทางเพศนั้นกับเพื่อนและเกิดความสงสัยว่าพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกมานั้นเกิดจากสาเหตุใด
เหมาะสมและอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่
หรือสิ่งที่เด็กแสดงออกมานั้นเป็นผลมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็ก เช่น
การถูกใช้ความรุนแรงทางเพศ
เป็นต้นการรับมือกับพฤติกรรมทางเพศที่เด็กแสดงออกมาอาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ปกครอง
ในขณะที่สำหรับเด็กเองการแสดงออกถึงพฤติกรรมทางเพศก็ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเช่นกัน
ดังนั้นหากการตอบโต้ของผู้ปกครองต่อพฤติกรรมทางเพศของเด็กเป็นไปในทางลบ เช่น
ตกตะลึง โกรธ หรือต่อต้าน
ซึ่งแม้จะเป็นความรู้สึกเพียงชั่ววูบจากผู้ปกครองแต่ก็อาจจะอยู่ในความทรงจำของเด็กไปตลอดจนทำให้เด็กรู้สึกไม่กล้าหรือไม่ยอมเปิดใจพูดคุยเรื่องเพศกับผู้ปกครองและเลือกที่จะเก็บความสงสัยไว้กับตัวเองหรือเลือกที่จะปรึกษาเพื่อน
รวมถึงรับชมจากสื่อประเภทอื่น
ซึ่งเด็กในวัยนี้อาจยังขาดทักษะในการไตร่ตรองและมีความสามารถในการรับข้อมูลที่จำกัด
ข้อผิดพลาดจึงอาจเกิดขึ้นได้เสมอดังนั้นในขณะที่เด็กกำลังเรียนรู้ตนเองและสิ่งรอบตัว
ผู้ปกครองก็จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการรับมือต่อพฤติกรรมทางเพศของเด็กอย่างเหมาะสมโดยควรมีความเข้าใจถึงพัฒนาการทางเพศโดยทั่วไปของเด็กแต่ละช่วงวัย
เพื่อให้สามารถประเมินได้ว่า ลูกมีพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสมหรือไม่ หรือถึงเวลาแล้วที่ลูกจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นทั้งจากครอบครัว
โรงเรียน หรือแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ
3. ประเภทของการมีเพศสัมพันธ์
ประเภทของการมีเพศสัมพันธ์แบ่งเป็น 18 ประเภท ดังนี้
1. Sodomy
เป็นการร่วมเพศทางเวจมรรค
ซึ่งบางประเทศถือเป็นความผิดตามกฎหมาย
2. Fetishism
คือ บุคคลไม่อาจมีความสุขทางเพศกับร่างกายหรืออวัยวะเพศของเพศตรงข้ามได้แต่กลับไปมีความสุขความพอใจทางเพศกับวัตถุสิ่งของที่ไม่มีชีวิต
บางชนิดที่เป็นสัญลักษณ์ทางเพศของเพศตรงข้าม เช่น กางเกงใน ถุงน่อง ยกทรง
ชุดชั้นใน เสื้อ กระโปรง รองเท้า ต่างหู ผ้าเช็ดหน้าหรือบางส่วนของร่างกายที่ไม่ใช่อวัยวะเพศโดยตรงมีความสุขสุดยอดได้โดยการสัมผัสเกิดกับเพศชายเป็นส่วนมาก
3. Kleptomania
ลักษณะคล้าย Fetishism แต่เกิดในสตรีแต่จะมีความสุดยอดในสภาวะตื่นเต้น
พอใจจากการขโมยของหรือทรัพย์สินผู้อื่น
4. Transvestism
มีความสุขทางเพศจากการได้แต่งตัว แต่งหน้า
สวมใส่เสื้อผ้าหรือแสดงลักษณะท่าทางตรงข้ามกับเพศของตนบางครั้งแต่งโดยเปิดเผยบางครั้งก็แต่งเฉพาะที่ลับตาคน
แต่คนที่เป็น Transvestism ไม่จำเป็นต้องเป็น
Homesexual เสมอไป
5. Sadism
ภาวะที่คนมีความสุขตื่นเต้นเร้าใจที่เห็นคู่นอนเกิดความเจ็บปวดทรมานร่างกายหรือจิตใจ
ตั้งแต่เจ็บปวดเล็กน้อยจนถึงทรมานอย่างหนัก เช่น เฆี่ยน โบย
หรือใช้มีดกรีดตามร่างกาย
6. Masochism
ภาวะที่คนมีความสุขทางเพศเมื่อตนเองได้รับความเจ็บปวด
ทรมาน ความอัปยศ หรือถูกเหยียดหยามจากคู่นอน
7. Exibitionism
ตื่นเต้นถ้าได้เปิดอวัยวะเพศของตนในที่สาธารณะ
มักพบในเพศชายอาจสำเร็จความใคร่และอาจมีความสุขสุดยอดได้แต่มักไม่ทำร้ายหรือแตะต้องเหยื่อ
8. Voyeurism
พวกถ้ำมองชอบแอบดูร่างเปลือยหรือการร่วมเพศของผู้อื่น
ส่วนมากมักเป็นเพศชายอายุอยู่ในวัยหนุ่มสาวและวัยรุ่นมากกว่าวัยผู้ใหญ่
9. Frotleurism
มีความสุขทางเพศโดยการเบียดเสียดสี
ถูไถกับผู้อื่นพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงโดยจะถือโอกาสเบียดเสียดกับผู้คนในที่ที่มีคนหนาแน่น
10. Incest
มีเซ็กส์กับสมาชิกในเครือญาติ
ครอบครัวที่สืบสายเลือดเดียวกัน
กรณีนี้แทบทุกสังคมถือเป็นความผิดทั้งทางกฎหมายและศีลธรรม
11. Pedophilis
พอใจมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก
มักเป็นผู้มีปมด้อยไม่สามารถมีความสุขกับหญิงสาวได้
เท่าที่ผ่านมาบางคดีไม่รุนแรงและไม่ทำอันตรายเด็กเพียงแต่ใช้เด็กมากระตุ้นเพื่อสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง
แต่ในกรณีที่รุนแรงอาจถึงขั้นฆ่าปิดปาก
12. Gerontophilia
มีความสุขทางเพศกับคนสูงอายุ
13. Nymphomania
ผู้หญิงที่มีความต้องการทางเพศสูงมากจนควบคุมอารมณ์เพศของตนไม่ได้
14. Sotyriasis
ตรงข้ามกับ
Nymphomania คือ ผู้ชายที่มีความต้องการทางเพศสูงผิดปกติ
15. Coprolalia
เสพติดการได้กระทำเรื่องลามก
อนาจารจนควบคุมตัวเองไม่ได้พบในชายมากกว่าหญิง เช่น
โทรศัพท์ขอร่วมเพศและพูดคำอนาจาร
16. Urolagnia
ภาวะที่คนมีความสุขทางเพศโดยมีปัสสาวเป็นองค์ประกอบ
17. Necrophilia
ร่วมเพศกับศพ
หรือชิ้นส่วนอวัยวะของศพ
18. Bestiality
( Loophilia )
มีความสุขทางเพศจากการร่วมเพศกับสัตว์
4. ปัจจัยที่มีผลต่อการมีเพศสัมพันธ์
วัยรุ่นเป็นวัยที่เริ่มมีความรู้สึกทางเพศ
มีความสนใจในเพศตรงข้ามและมีการแสดงออกทางเรื่องเพศซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากทั้งภายในร่างกาย
ได้แก่ ฮอร์โมนเพศและอิทธิพลภายนอกหรือสภาพแวดล้อมได้แก่ เพื่อน ครอบครัว
สังคมและวัฒนธรรมซึ่งสังคมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันได้ชักนำให้วัยรุ่นมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมและอาจนำ
มาซึ่งการมีเพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามที่จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา
ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่นหญิงมีหลายปัจจัยดังนี้
ปัจจัยทั่วไปของวัยรุ่น (Biopsychosocial
factor) ประกอบด้วย
1. ปัจจัยด้านร่างกาย การเปลี่ยนแปลงทางสรีระภาพ อารมณ์จิตใจและการปรับตัวในสังคมมีผลต่อพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่นหญิงดังกล่าวในเรื่องพัฒนาการของวัยรุ่นหญิง
2. ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่
ก. เพศ ได้มีการศึกษาพบว่า เพศมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศโดยผู้ชายมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศมากกว่านผู้หญิง
ข. อายุ อายุที่แตกต่างกันมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศที่แตกต่างกัน
ค. ระดับการศึกษา จากการศึกษาพบว่าระดับการศึกษามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ
คือ นักเรียนที่ศึกษาในชั้นที่สูงกว่าจะเที่ยวสถานเริงรมย์มากกว่านักเรียนที่กำลังศึกษาในชั้นที่น้อยกว่า
ง. รายได้ที่ได้รับ รายได้ของวัยรุ่นมีผลต่อการดำเนินชีวิตของวัยรุ่น
โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ ผลจากการศึกษาพบว่าวัยรุ่นที่ได้รับค่าใช้จ่ายสูงมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศเพิ่มมากขึ้น
(จันทร์ทิตา พฤกษานานนท์,2537,พัชรินทร์
สิมทะราช,2543,เสาวรส
มีกุศล,2543 และสุภาภรณ์
ปัญหาราช,2546)
3. ปัจจัยด้านความเชื่อและค่านิยม จะพัฒนาการทางด้านจิตสังคมของวัยรุ่นที่มักมีการแสวงหาความเป็นตัวเองและต้องการเป็นที่ยอมรับในกกลุ่มเพื่อนทำให้วัยนี้ง่ายต่อการถูกชักจูงให้ทำในกิจกรรมที่เห็นว่าตนเองเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในกลุ่มเพื่อนโดยเฉพาะพฤติกรรมทางเพศตามค่านิยมแนวใหม่
4. ปัจจัยด้านจิตใจที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่นมีหลายปัจจัย
ได้แก่ ความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง (ROSENTHAL,MOOR & FLYNN,1991) การรับรู้สมรรถนะของตนเอง (KASEN,VAUGHAN& WALTER,1992) การรับรู้พฤติกรรมเสี่ยง (พิสมัย นพรัตน์,2543; PELOSA & JACSON,1991) และการรับรู้บรรทัดฐานของเพื่อนๆ
(JEMMOTT & JEMMOTT, 1991) นอกจากนี้การมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางเพศสัมพันธ์เนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณอวัยวะของวัยรุ่นมีลักษณะอ่อนบางและไวต่อการติดเชื้อมากกว่าผู้ใหญ่
(NEINSTEIN & ANDERSON,1996) และมีการศึกษาพบว่าวัยรุ่นหญิงมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่อวัยรุ่นชายถึง
8 เท่าเนื่องจากสรีระที่มีพื้นที่การรับเชื้อมากกว่าและระยะเวลาการสัมผัสเชื้อที่นานกว่า
(กฤตยา อาชวนิจกุล,2544)
5. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อมนับเป็นปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ
หากวัยรุ่นอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ การอยู่ใกล้สถานเริงรมย์หรือสถานบริการทางเพศ
การเข้าถึงสถานเริงรมย์หรือสถานบริการทางเพศมีโอกาสแสดงพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศได้สูงกว่าวัยรุ่นที่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
(กฤตยา อาชวนิจกุล)
นอกจากนี้มีการศึกษาพบว่า วัยรุ่นที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และโรคเอดส์นั้นส่วนมากจะเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษา
อาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในหอพักหรือบ้านในชุมชนเมืองและอยู่ใกล้สถานบันเทิงหรือสถานบริการทางเพศ
วัยรุ่นเหล่านี้มีอิสระเต็มที่ไม่มีผู้ใหญ่คอยควบคุมดูแลเหมือนอยู่ในครอบครัว
เมื่อกลุ่มวัยรุ่นอยู่ใกล้สถานที่เหล่านี้ทำให้วัยรุ่นตัดสินใจเข้าไปในสถานบันเทิงได้เกิดการมั่วสุม
ดื่มสุรา เล่นการพนัน การใช้สารเสพติด ตลอดจนการมีเพศสัมพันธ์ได้ (จันทร์แรม ทองศิริ,2539)
6. ปัจจัยด้านกลุ่มเพื่อนและคู่รัก กลุ่มเพื่อนมีความสำคัญในการเริ่มทำพฤติกรรมเสี่ยงมีข้อมูลแสดงว่า
หากเพื่อนสนิทมีเพศสัมพันธ์วัยรุ่นคนนั้นจะมีเพศสัมพันธ์ตามเพื่อนภายในระยะเวลา 1 ปี (จันทร์ฑิตา พฤกษานานนท์,2537 ; เสาวรส มีกุศล,2543) โดยเฉพาะวัยรุ่นที่มีคู่รักมีโอกาสถูกชักจูงให้มีเพศสัมพันธ์ได้ง่ายหากอยู่ในสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการมีเพศสัมพันธ์
ได้แก่ การอยู่ตามลำพังกับคู่รักหรือเพื่อนต่างเพศในที่รโหฐาน การแสดงความรักกับคู่รักหรือเพื่อนต่างเพศ
การไปเที่ยวสถานเริงรมย์และการไปเที่ยวค้างคืนกับเพื่อนต่างเพศโดยไม่มีผู้ใหญ่ไปด้วย
7. ปัจจัยด้านการจับคู่ ปัจจุบันวัยรุ่นจำนวนมากนิยมที่จะมีคู่รักซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่และผู้ใหญ่วิตกกังวลเป็นอย่างยิ่งจะคบหากันเกินขอบเขตและละเลยเรื่องการเรียน
หากวัยรุ่นมีความรักแล้วรู้จักปฏิบัติและวางตัวอย่างเหมาะสมมีความรับผิดชอบในเรื่องเรียนก็จะไม่มีสิ่งเสียหายตามมาแต่วัยรุ่นบางคู่กับชักนำกันมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมโดยการชวนกันไปเที่ยวกลางคืนด้วยกัน
ดื่มสุราขณะที่ไปด้วยกันหรือทดลองเสพสารเสพติด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะชักนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ได้ในที่สุด
8. ปัจจัยด้านครอบครัว เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นบิดามารดามีบทบาทสำคัญเรื่องเพศในการช่วยให้วัยรุ่นได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและระบบอวัยวะสืบพันธ์เพื่อเตรียมตัวและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
บิดามารดาเป็นรากฐานสำคัญในการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาแก่บุตรในเรื่องการคบเพื่อนต่างเพศ
การหลีกเลี่ยงหรือการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรรวมทั้งวิธีการคุมกำเนิดที่ถูกต้องเหมาะสม
ถ้าบิดามารดาให้ความรู้แก่วัยรุ่นจนเข้าใจวัยรุ่นก็จะไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศในทางตรงกันข้ามหากบิดามารดาให้ค่านิยมแก่วัยรุ่นว่าเรื่องเพศเป็นของต่ำหรือปกปิดไม่ให้ความรู้ในเรื่องเพศแก่วัยรุ่น
วัยรุ่นจะหันไปหาเพื่อนหรือแหล่งให้ความรู้อื่นๆ ที่อาจไม่ถูกต้องเหมาะสมก่อให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศได้
(วันทนีย์ วาสกะสิน,2526) และวัยรุ่นที่เติบโตมาจากครอบครัวที่เป็นแบบอย่างที่ดีและเหมาะสมจะมีความรู้สึกว่าตนเองมีความปกติมีความสามารถรู้สึกอิสระและมีความรู้ว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติเรียนรู้ในการแสดงออกของความรักที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศได้
(นงลักษณ์ เอมประดิษฐ์และคณะ,2546)
นอกจากนี้สัมพันธภาพในครอบครัวก็มีผลต่อพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่นด้วย
9. ปัจจัยด้านการเสพสารเสพติด การเสพสารเสพติดเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ชักนำให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ได้ง่าย
ได้แก่ การดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะทำให้มึนเมาขาดสติสัมปชัญญะและการเสพสารเสพติดที่ผิดกฎหมาย
เช่น ยาอียาเลิฟที่เมื่อเสพเข้าไปแล้วจะไปกระตุ้นประสาททำให้เกิดความเคลิบเคลิ้มสับสนงุนงงและชักนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ในที่สุดในปัจจุบันพบว่าวัยรุ่นที่ไปเที่ยวกลางคืนในสถานบริการในงานรื่นเริงต่างๆ
มักจะมีการดื่มสุราและบางแห่งจะมีการเสพสารเสพติดทำให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์ตามมา นอกจากนี้ในกลุ่มผู้เสพสารเสพติดมักจะมีคู่นอนหลายคนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะติดโรคเอดส์หรือตั้งครรภ์ที่ไม่ตั้งใจเพราะผู้ที่ดื่มสุราหรือเสพสารเสพติดมักจะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
10. การบริโภคสื่อต่างๆ ในปัจจุบันมีสื่อหลากหลายรูปแบบที่กระตุ้นให้วัยรุ่นเกิดอารมณ์ทางเพศโดยเฉพาะสื่อทางเพศเป็นสื่อที่นำเสนอภาพหรือข้อมูลที่ให้ความรู้เรื่องเพศ
มีทั้งสื่อที่สร้างสรรค์และไม่สร้างสรรค์ สื่อที่สร้างสรรค์ คือ สื่อที่ให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศ
ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ที่ถูกวิธีการป้องกันตนเองจากการตั้งครรภ์ เป็นต้น
ส่วนสื่อที่ไม่สร้างสรรค์แบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ
ระดับของสื่อทางเพศที่ห้ามมีการเผยแพร่ในสังคมไทยอย่างเด็ดขาด ส่วนระดับที่สองเป็นสื่อทางเพศที่ต้องห้ามเนื่องจากเป็นผลมาจากศีลธรรมอันดีงามของสังคมไทยความหลากหลายของสื่อที่กล่าวมาข้างต้นนั้นวัยรุ่นบางคนก็ไม่สามารถแยกแยะสื่อที่สร้างสรรค์กับสื่อที่มาสร้างสรรค์ได้จึงได้รับเอาข้อมูลเรื่องเพศมากจากสื่อทั้งสองประเภท
สื่อที่ไม่สร้างสรรค์จึงมีการผลิตและเผยแพร่มากขึ้นทุกวัน ทั้งในรูปแบบหนังสือและวารสารต่างๆ
สื่อที่อยู่ในรูปของภาพยนตร์ก็มีและที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ ปัจจุบันระบบอินเทอร์เน็ตได้ถูกนำมาใช้เป็นสื่อทางเพศอีกช่องทางหนึ่ง
บางกรณีได้นำเสนอผ่านเว็บไซต์ บางกรณีก็นำเสนอในรูปแบบเกมออนไลน์และจะเห็นได้ว่าระบบนี้บางทีก็ขาดการดูแลและการจัดการที่ดีจึงทำให้มีการเผยแพร่ลุกลามอย่างรวดเร็ว
นอกจากจะยั่วยุและกระตุ้นให้วัยรุ่นเกิดอารมณ์ทางเพศได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นแล้ว ยังอาจนำไปสู่การมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศอีกด้วยจากความสำคัญของสื่อในรูปแบบต่างๆ
ที่กล่าวมาอาจกล่าวได้ว่าสื่อที่กล่าวมาจัดเป็นสิ่งเร้าภายนอกที่สำคัญซึ่งผู้เกี่ยวข้องตลอดจนวัยรุ่นต้องให้ความสำคัญในการระมัดระวังในการเลือกรับสื่อที่ถูกประเภทด้วย
11. สภาพทางสังคมและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป ในปัจจุบันคงต้องยอมรับกันว่าสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมไทยได้เปลี่ยนไปเนื่องจากมีการรับเอาวัฒนธรรมของชาติตะวันตกให้มามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้นทำให้วัยรุ่นไทยมีความกล้าแสดงออกมากขึ้นทั้งทางด้านการแต่งกาย
การคบเพื่อนต่างเพศ ซึ่งมีอิสระมากขึ้นนอกจากนี้ปัจจุบันสภาพของครอบครัวไทยเปลี่ยนไป
ผู้ปกครองมีเวลาใกล้ชิดกับบุตรหลานน้อยลงซึ่งเป็นผลมาจากสภาพของภาวะทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ยังพบว่าความมีอิสระของสื่อต่อการนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเพศสิ่งต่างๆ
เหล่านี้จัดได้ว่าเป็นสิ่งเร้าภายนอกที่สำคัญที่สามารถจะเร้าและกระตุ้นให้วัยรุ่นเกิดความต้องการทางเพศขึ้นได้โดยเฉพาะหากขาดการดูแลและการควบคุมที่ถูกต้องเหมาะสม
12. ค่านิยมและประพฤติที่ไม่เหมาะสมในบางลักษณะของวัยรุ่น ผลจากสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมทางสังคมไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศที่เปลี่ยนไปสางผลให้วัยรุ่นไทยเกิดค่านิยมและมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในหลายลักษณะเป็นต้นว่าค่านิยมในเรื่องการแต่งกายตามสมัยนิยมที่มากเกินไปของวัยรุ่นโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
เช่น การสวมเสื้อผ้าที่รัดรูปทำให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งหรือการเปิดเผยสัดส่วนของร่างกายมากเกินไปของเพศหญิง
ซึ่งการแสดงออกดังกล่าวอาจกระตุ้นและยั่วยุให้เพศชายเกิดความอารมณ์ทางเพศได้ นอกจากนี้ยังพบว่าวัยรุ่นมักจะมีค่านิยมเกี่ยวกับความต้องการในการแสดงออกโดยอิสระเป็นต้นว่าการเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน
การสัมผัสร่างกายของเพศตรงข้ามหรือการจับมือถือแขน กอดจูบกันในที่สาธารณะ การอยู่ลำพังสองต่อสองหรือการไม่ให้ความสำคัญ
เรื่องการรักษาพรหมจรรย์ ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถือว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญมากๆ
เพราะถือว่าเป็นความคิดของวัยรุ่นที่เป็นวัยที่อยู่ในช่วงหัวเรี่ยวหัวต่อ ถ้าได้รับการเรียนรู้มาแบบผิดๆ
และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ทางเพศไว้ได้ก็อาจทำให้เกิดความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิตเลยก็ได้
วัยรุ่นจึงควรตระหนักในการควบคุมอารมณ์ทางเพศให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมและควรมีสติยั้งคิดอยู่ตลอดเวลาด้วย
(แหล่งที่มาwww.thaigoodview.com )
ปัจจัยเสี่ยงทางสังคมที่มีผลต่อการมีเพศสัมพันธ์
การมีเพศสัมพันธ์เกิดจากปัจจัยเสี่ยงของสังคมทำให้เกิดปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน
การสำส่อนทางเพศ การข่มขืน
การล่วงละเมิดทางเพศ การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ การทำแท้ง
และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันมีหลายรูปแบบทั้งที่เกิดจากพฤติกรรมของตัวเองหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวเรานั้น
ซึ่งเราควรมีความเข้าใจและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นนั้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับตนเองในการใช้ชีวิตประจำวัน
สังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีต่างๆ
ทำให้พฤติกรรมการดำเนินชีวิตของบุคคลเริ่มเปลี่ยนแปลง
บางครั้งก็รับเอาวัฒนธรรมสมัยใหม่มาใช้ในชีวิตมากขึ้น
เมื่อชีวิตมีความเปลี่ยนแปลงไปก็ส่งผลให้ผู้คนมีสภาพจิตใจและสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย
เนื่องจากมีสิ่งเร้าและค่านิยมรูปแบบต่างๆให้เลือกปฏิบัติตามมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเหล่านี้อาจก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงและความไม่ปลอดภัยที่พบบ่อยในสังคม
คือการมีเพศสัมพันธ์
โดยปัจจัยเสี่ยงของสังคมที่มีต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่เห็นได้ชัดเจนมีอยู่หลายองค์ประกอบ
ดังนี้
1.1 สถานที่พักอาศัย
ที่พักอาศัยเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งต่อการมีเพศสัมพันธ์
กรณีไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ สถานที่พักอาศัยมีหลายประเภท เช่น หอพัก อพาร์ตเมนต์ แฟลต
คอนโดมิเนียม ห้องเช่า บ้านเช่า บ้านญาติ เป็นต้น
ที่พักอาศัยในลักษณะหลากหลายดังกล่าวข้างต้นนี้
นับเป็นปัจจัยเสี่ยงของสังคมประการแรกที่ก่อให้เกิดโอกาสเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น
ซึ่งพักอาศัยอยู่ห่างไกลสายตาของพ่อแม่หรือผู้ปกครอง การเลือกแหล่งที่พักอาศัยเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องศึกษาให้รอบคอบเพื่อดูความปลอดภัยว่าสถานที่พัก
หรือบริเวณรอบๆที่พัก สภาพแวดล้อม การเดินเข้า-ออก หรือกรณีอื่นๆ
มีความปลอดภัยไม่เป็นแหล่งมั่วสุม
หรือมีกลุ่มวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อความปลอดภัยในรูปแบบต่างๆ
มีสภาพแวดล้อมหรือบริเวณที่พักเปลี่ยว รกร้างไม่ค่อยมีผู้คนอาศัย
ลักษณะต่างๆเหล่านี้ควรนำมาพิจารณาในการเลือกสถานที่พักอาศัยโดยที่พักอาศัยที่มีความปลอดภัยเหมาะสมกับการอยู่อาศัยมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. สถานที่สะอาด
รอบๆบริเวณโปร่ง โล่ง ไม่เป็นป่ารกทึบ หรือมีสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม
2. มียามรักษาความปลอดภัย
3. การเดินทางสะดวก
ซอยไม่เปลี่ยว
4. ไม่เป็นแหล่งมั่วสุมหรือมีกลุ่มวัยรุ่นนักเลง
อันธพาล มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อความปลอดภัย
5. มีบุคคลอาศัยอยู่ทุกหลังคาเรือน
ไม่รกร้าง ไม่เสื่อมโทรม
1.2 การเที่ยวกลางคืน
สถานที่เที่ยวกลางคืนมีหลายรูปแบบ
เช่น บาร์ สวนอาหาร ไนต์คลับ ผับ อาราโอเกะ เป็นต้น สถานที่ดังกล่าว
ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับวัยของนักเรียนโดยเฉพาะบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ควรเข้าไปเที่ยวในสถานเริงรมย์เหล่านี้เพราะผิดกฎหมาย
สำหรับการเที่ยวหรือไปงานปาร์ตี้ งานเลี้ยงสังสรรค์
ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดในเวลากลางคืนย่อมถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของสังคมที่มีอิทธิพลต่อการมีเพศสัมพันธ์ประการที่สองด้วย
การจัดงานปาร์ตี้มีหลายรูปแบบอาจจัดเลี้ยงฉลองวันเกิด สอบเสร็จ เรียนจบ สอบติด
เพื่อพบปะสังสรรค์ พูดคุยรับประทานอาหาร การไปเที่ยวกลางคืนนั้นมีปัจจัยเสี่ยงจากการพบปะผู้คน
การเดินทาง สภาพแวดล้อม
รวมถึงลักษณะของงานหรือสถานที่ในการจัดงานก็มีความสำคัญด้วย
ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ดังนี้
1.งานเลี้ยงที่มีผู้คนมากมาย
ซึ่งเราไม่อาจรู้จักหมดทุกคน ทำให้ไม่รู้ว่าใครเป็นอย่างไร
2.สถานที่จัดงานที่มีการมั่วสุม
เป็นห้องทึบ มืดมากเกินไป
3.การเดินทางในเวลากลางคืนเป็นอันตราย
เนื่องจากมืด และมีคนเดินทางไม่มากนัก
4.เสี่ยงจากการรับประทานอาหารอาจถูกมอมยาในอาหารและเครื่องดื่มจากผู้ไม่หวังดี
5.มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ทำให้เมาหรือขาดสติ ควบคุมตัวเองไม่อยู่
6.การแต่งกายในการไปเที่ยว
หรือไปงานเลี้ยง อาจล่อแหลม และดึงดูดความสนใจจากคน ทั่วไป
ดังนั้น
หากนักเรียนได้เรียนรู้ถึงปัจจัยเสี่ยงและความไม่ปลอดภัยดังกล่าวแล้วยังต้องการหรือมีความจำเป็นที่ต้องไปงานเลี้ยงสังสรรค์ประเภทต่างๆในเวลากลางคืนก็ควรจะระมัดระวังตัวหรือมีแนวทางในกลางเที่ยวกลางคืนอย่างปลอดภัยดังนี้
1.พิจารณาว่าเป็นงานเลี้ยงเนื่องในโอกาสใด
มีใครไปบ้าง
2.หาเพื่อนไปด้วย
ไม่ควรไปคนเดียว
3.พิจารณาสถานที่จัดงาน
ความเหมาะสมในการแต่งกาย ความสะดวกในการเดินทาง
4.ระมัดระวังในการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มประเภทต่างๆ
โดยเฉพาะที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
5.บอกพ่อแม่
หรือผู้ปกครองก่อนทุกครั้งว่าจะไปไหนกับใคร
6.ไม่ควรกลับดึก
หรือควรหาเพื่อนร่วมทางที่รู้จักและไว้ใจได้กลับบ้านด้วย
7.ไม่ควรไปเที่ยวต่อที่อื่นอีก
1.3 การเที่ยวต่างจังหวัด
การเที่ยวต่างจังหวัด
เป็นกิจกรรมนันทนาการหรืองานอดิเรกเพื่อการพักผ่อนหรือคลายความเครียดอาจเป็นการสังสรรค์ระหว่างเพื่อนฝูง
กิจกรรมระหว่างไปเที่ยวต่างจังหวัด ได้แก่ เข้าค่าย พักแรม เดินป่า ดูนก ตกปลา
ถ่ายภาพ ปีนเขา ล่องแพ เที่ยวน้ำตก ทะเล ชมปะการัง เป็นต้น
การเที่ยวต่างจังหวัดเป็นปัจจัยเสี่ยงของสังคมที่มีต่อการมีเพศสัมพันธ์ประการที่สามโดยมีลักษณะของความเสี่ยงเมื่อมองในเรื่องของการเดินทาง
การพักอยู่อาศัย ซึ่งมักไปด้วยกันเพียงสองต่อสองทำให้เกิดความใกล้ชิดสนิทสนม รวมทั้งบรรยากาศที่อาจชวนให้เคลิ้มทำให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธได้
อาจก่อให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ตั้งใจได้ไม่ว่าจะถูกหลอกลวงหรือเต็มใจก็ตามทำให้เกิดปัญหาขึ้นตามมาภายหลังได้
ดังนั้นจึงมีข้อเตือนใจในการไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยความปลอดภัยและสนุกสนานดังนี้
1. ควรบอกให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองทราบ
2. ควรชวนเพื่อนไปเที่ยวเป็นกลุ่มๆและอยู่ในกลุ่มเพื่อนเสมอไม่แยกตัวไปอยู่กันตามลำพังกับเพื่อนชายสองต่อสอง
3. มีความระมัดระวังไม่เหลวไหลเคลิบเคลิ้มไปกับบรรยากาศ
4. มีทักษะการปฏิเสธต่อสถานการณ์เสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์
5. ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรพักค้างคืน
ควรไปเช้ากลับเย็น จะเหมาะสมและปลอดภัยกว่า
1.4 วันวาเลนไทน์ หรือ
วันแห่งความรัก
วันวาเลนไทน์
เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของวัยรุ่นและเป็นปัจจัยเสี่ยงของสังคมต่อการมีเพศสัมพันธ์อย่างหนึ่ง
ซึ่งในปัจจุบันวัยรุ่นได้รับเอาวัฒนธรรมและค่านิยมทางตะวันตกมายึดถือและปฏิบัติตาม
โดยการแสดงออกของความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ในรูปแบบต่างๆ
ในบางกรณีเกิดความไม่เหมาะสมกับสังคมหรือวัฒนธรรมที่มีอยู่
ดังนั้นจึงถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ซึ่งส่วนใหญ่มีแนวคิดในกรณีเพศสัมพันธ์กับวันวาเลนไทน์ดังนี้
(สวนดุสิตโพล : สถาบันราชภัฎสวนดุสิต)
1. วัยรุ่นให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์มากน้อยเพียงใด
- ร้อยละ 61.64ให้ความสำคัญปานกลาง (ชายร้อยละ 50.71,หญิงร้อยละ 66.53)
2. วัยรุ่นอยากฉลองวันวาเลนไทน์กับใครมากที่สุด
- ร้อยละ 63.40 อยากฉลองกับแฟน/คนรัก (ชายร้อยละ 70.91,หญิงร้อยละ 60.00)
3. วัยรุ่นเลือกทำกิจกรรมใดเป็นพิเศษในวันวาเลนไทน์
- ร้อยละ 35.61 ดูภาพยนตร์/ฟังเพลง (ชายร้อยละ 35.38,หญิงร้อยละ 35.71)
- ร้อยละ 5.58 เที่ยวกลางคืน (ชายร้อยละ 9.06,หญิงร้อยละ 4.07)
- ร้อยละ 3.72 เที่ยวต่างจังหวัด (ชายร้อยละ 2.92,หญิงร้อยละ 4.07)
4. วัยรุ่นคิดว่าวันวาเลนไทน์เอื้อต่อการมีเพศสัมพันธ์มากน้อยเพียงใด
- ร้อยละ 50.95 คิดว่ามีส่วนอยู่บ้างที่เอื้อต่อการมีเพศสัมพันธ์ (ชายร้อยละ 47.39,หญิงร้อยละ 52.54)
- ร้อยละ 11.57 คิดว่ามีวันวาเลนไทน์มีส่วนมากที่เอื้อต่อการมีเพศสัมพันธ์ (ชายร้อยละ 47.39,หญิงร้อยละ 52.54)
จากแนวคิดดังกล่าว วันวาเลนไทน์เป็นปัจจัยเสี่ยงประการหนึ่งต่อการมีเพศสัมพันธ์
ดังนั้นเราจึงควรรู้จักหลีกเลี่ยงและป้องกันตนเองจากสถานการณ์เสี่ยงดังกล่าวจากข้อแนะนำดังนี้
1. ยึดมั่นและปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม
ประเพณี วัฒนธรรมที่ดีงามของไทย
2. นำทักษะการปฏิบัติมาใช้ป้องกันตนเอง
หรือเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์
3. มีความระมัดระวัง
มีสติ นึกถึงปัญหาที่จะตามมาภายหลัง รวมทั้งความรับผิดชอบต่อตนเองและครอบครัว
4. กำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิทหรือคู่รักไว้อย่างชัดเจน
5. ให้เกียรติซึ่งกันและกัน
1.5 สื่อเรื่องเพศ หรือสื่อลามก
ปัจจุบันสื่อที่นำเสนอเรื่องเพศมีมากมายหลายรูปแบบซึ่งจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงของสังคมที่มีต่อการมีเพศสัมพันธ์ประการที่ห้า
ได้แก่
1. หนังสือหรือนิตยสารโป๊
ซึ่งมีภาพถ่ายของนางแบบชุดว่ายน้ำโป๊เปลือยหรือหนังสือทั่วไปที่สอดแทรกเรื่องเพศ
2. หนังสือการ์ตูนบางเล่มที่มีภาพกอด
จูบ และมีเพศสัมพันธ์
3. ซีดีและวีซีดี
ที่มีเรื่องราวการแสดงกิจกรรมการมีเพศสัมพันธ์กันอย่างเปิดเผย
4. รายการโทรทัศน์ที่มีการนำเสนอเรื่องบางส่วนในการแสดงออกเรื่องเพศ
เช่น ภาพยนตรต่างประเทศ ละคร การ์ตูนญี่ปุ่น รายการเพลง เป็นต้น
5. เว็บไซต์โป๊
ซึ่งมีภาพประกอบหรือการขายวีซีดีที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ
รวมทั้งโปรแกรมแชทซึ่งสามารถใช้ติดต่อทำความรู้จักกันระหว่างชายและหญิงเกิดความสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว
มีการนัดหมายเพื่อไปเที่ยวชวนไปมีเพศสัมพันธ์กัน (บางโปรแกรมผู้ร่วมสนทนาสามารถดูรูปร่างหน้าตาของกันและกันได้)
6. ป้ายโฆษณา เช่น
แผ่นป้ายโฆษณาตามป้ายรถประจำทาง หรือป้ายโฆษณาตามศูนย์การค้าที่มีภาพของผู้หญิงในชุดชั้นใน
เป็นต้น
จากสื่อดังกล่าวข้างต้นที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของสังคมต่อการมีเพศสัมพันธ์สามารถมีแนวทางวิเคราะห์และเลือกรับสื่อให้เกิดความปลอดภัยได้ดังนี้
1. รู้จักพิจารณาและวิเคราะห์ถึงประโยชน์และโทษของสื่อประเภทต่างๆ
ก่อนเลือกใช้หรือรับข้อมูลจากสื่อนั้นๆ
2. เลือกใช้แต่เว็บไซต์หรืออ่านหนังสือที่มีประโยชน์
3. ไม่บอกที่อยู่หรือนัดพบกับคนแปลกหน้าที่รู้จักทางหนังสืออินเทอร์เน็ต
4. ขอคำแนะนำหรือความคิดเห็นถึงการเลือกรับและใช้สิ่งต่างๆ
จากผู้อื่น เพื่อนำมุมมองในหลายๆ ด้านจากบุคคลอื่นมาพิจารณาเลือกใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเองมากที่สุด
1.6 สรุป
วัยรุ่นควรให้ความสนใจและตระหนักถึงอันตราย
เมื่อมีความจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในสิ่งแวดล้อมที่มีโอกาสเสี่ยงทำให้เกิดความพลาดพลั้งต่อการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจได้
ดังนั้นจึงควรรู้จักศึกษาวิเคราะห์และหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงของสังคมที่มีต่อการมีเพศสัมพันธ์
หากวัยรุ่นบางคนมีความจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องก็ควรมีความเคารพตนเอง รู้จักหลีกเลี่ยงและมีทักษะการปฏิเสธ
การเลือกเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย รวมทั้งการรู้จักระมัดระวังตัวจะช่วยให้ชีวิตมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น